การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม

ถ้าจะดูขี่ม้าให้สนุก อย่างแรกต้องเข้าใจกฎกติกา เสียก่อน…

admin No Comments

   

           กีฬาขี่ม้าสากล ภายใต้การควบคุมโดย สมาพันธ์ขี่ม้านานาชาติ ( Federation Equestri a n International ) แบ่งออกเป็น 7 ประเภทกีฬา คือ Dressage, Show jumping, Eventing, Driving, Vaulting , R eining และ Endurance เป็นต้น แต่ใน โอลิมปิกเกมส์ นั้นบรรจุเพียง 3 ประเภทแรกเท่านั้น

          สมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย ( Thailand Equestrian Federation ) จึงได้กำหนด ให้มีการแข่งขันในเฉพาะ 3 ประเภทดังกล่าวคือ Dressage, Show jumping, Eventing ซึ่งท่านผู้อ่านคงจะได้เคยผ่านตามาบ้าง ไม่มากก็น้อย กลับมาที่คำถามที่ว่า จะดูขี่ม้ายังไงให้สนุก ? ถ้าจะดูขี่ม้าให้สนุกอย่างแรกต้องเข้าใจ กฎ, กติกา เสียก่อน คงเหมือน กับกีฬาอื่น ๆ ทั่วไป เอาเป็นว่าเรามาค่อย ๆ ทำความรู้จักกีฬาขี่ม้าทีละประเภท กันดีกว่า

Dressage หรือ ที่เรียกว่า ศิลปะการบังคับม้า
               เมื่อ กล่าวถึงกีฬาประเภทนี้ อยากให้ผู้อ่านลองนึกภาพ การขี่ม้าที่ผู้ขี่แต่งกายสวย ๆใส่ชุดทักซิโด้, หมวกทรงสูง ( Top Hat ) ตลอดจนมีการถักเปียที่ขนแผงคอม้าและที่หางเป็นต้น ผู้แข่งขันจะบังคับม้าของตนปฏิบัติตามคำสั่งที่กรรมการได้แจกจ่ายไปไว้ ก่อนล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น

              การเปลี่ยนฝีเท้าม้าในการวิ่งตามจุดบังคับต่างๆ รวมถึงลักษณะการย่างก้าวของม้า ซึ่งใครบังคับม้าของตนได้อย่างสวยงาม แต่ละท่าทางได้เข้าตากรรมการมากกว่ากัน คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ เฉกเช่นเดียวกับ กีฬายิมนาสติก ประเภท Floor Exercise ซึ่งบางครั้งไม่ง่ายนักที่จะเดาใจกรรมการได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ สำหรับกีฬาประเภทนี้เรา ๆ ในส่วนของคนดู คงได้แต่เอาใจช่วยนักกีฬาและม้าที่เราชื่นชอบ เท่านั้นแหละครับ ส่วนการตัดสินแพ้ชนะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมการเขาดีกว่า เพราะถ้าผลคะแนนออกมาไม่ตรงกับใจเราจะเกิดกรณี ? ม้าแพ้คนไม่แพ้ ? ขึ้นม้าอีก ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อยในบ้านเรา

Showjumping หรือ การขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง

             กีฬาประเภทนี้ ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วไป เป็นอย่างมาก เพราะมีความสนุก, ตื่นเต้น, เร้าใจ ตลอดจนเข้าใจง่าย ศึกษา กฎ กติกา คร่าว ๆ ก็พอจะเข้าใจ ซึ่งหลักจริง ๆ มีอยู่ไม่เท่าไหร่ สามารถลองให้คะแนนเอง ร่วมไปกับกรรมการได้ อีกทั้งเมื่อผู้เข้าแข่งขัน แข่งเสร็จในแต่ละคนผู้บรรยายสนามจะสรุปคะแนนให้ฟัง

           ซึ่งผู้ชมสามารถจดบันทึกตามไปด้วย ประกอบการชมการแข่งขัน จะทำให้เกิดอรรถรสในการชมการแข่งขันมากยิ่งขึ้นไปด้วย โดยกติกาง่าย ๆ โดยเริ่มจากผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีคะแนนเสียเท่ากัน คือ 0 คะแนนในตอนเริ่ม โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำม้าของตน กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ตามหมายเลขเครื่องและแบบของสนาม ซึ่งผู้ออกแบบสนาม(Couse Designer) เป็นผู้ออกแบบไว้ จนครบ โดยใครที่มีคะแนนเสียน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

     ทีนี้ลองมาดูกันครับว่า คะแนนเสียในการแข่งขันเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง
            คะแนนเสียจากการกระโดด
ม้าเตะเครื่องตกพื้น ซึ่งจะมีคะแนนเสียเครื่องละ 4 คะแนน โดยเครื่องตกกี่เครื่อง ก็คูณ 4 เข้าไป
ม้าปฏิเสธเครื่อง โดยเบรคหน้าเครื่องกีดขวาง หรือ หลบออกทางข้างทั้งซ้ายและขวา โดย ถ้าปฏิเสธครั้งที่ 1 จะเสีย 4 คะแนน เช่นเดียวกับเตะเครื่องตก แต่ถ้าเกิดปฏิเสธครั้งที่ 2 แสดงว่าม้าไม่พร้อมที่จะแข่งขัน ต่อไป ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ( Elimination )
คะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผู้บรรยายสนาม จะประกาศให้ทราบถึง เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน ด้วยกัน 2 ประเภทเวลา คือ
เวลาที่ยินยอม ( Time Allowed ) ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเวลาในการผ่านจากเส้นเริ่มต้น ( Start Line ) จนถึงเส้นจบ ( Finish Line ) น้อยกว่าเวลา Time Allowed ที่กำหนด แต่ถ้าใช้เวลาเกิน จะมีคะแนนเสียเพิ่มขึ้น อีก 4 วินาทีต่อ 1 คะแนน ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed คือ 97 วินาที แต่ นาย ก กับม้า A ทำเวลาได้ 99วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 2 วินาท(อยู่ใน 4 วินาทีแรก)

            ก็จะทำให้ นาย ก กับม้า A มีคะแนนเสียเพิ่มจากคะแนนเสียจากการกระโดด อีก 1 คะแนน …ใน Case เดียวกัน หาก นาย ข กับม้า B ทำเวลาได้ 103 วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 7 วินาที (อยู่ใน 4 วินาทีที่สอง) ก็จะทำให้นาย ข กับม้า B มีคะแนนเสียเพิ่มจากการกระโดด อีก 2 คะแนน เป็นต้น
Time Limit หรือเวลาที่กำหนดจะเท่ากับ 2 เท่าของ Time Allowed ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed เท่ากับ 97 วินาที ดังนั้น Time Limit จะเท่ากับ 194 วินาที เป็นต้น ผู้ขี่ม้าจะต้องทำเวลาได้ภายใน Time Limit ที่กำหนด ถ้าเกินแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวจะต้องออกจากการแข่งขัน (Elimination)
ถ้าผู้เข้าแข่งขันตกม้า ต้องถูกออกจากการแข่งขัน( Elimination)

Eventing อีเวนท์ติ้ง
             เป็นประเภทกีฬาขี่ม้าที่รวม เอา ทั้ง Dressage และ Show jumping มารวมกัน โดยเพิ่มในส่วนของ Cross Country หรือ การขี่ม้าในภูมิประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกีฬาว่ายน้ำประเภทผสม ซึ่งมีการรวมเอาหลายท่าไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อ, Freestyle , กรรเชียงและกบมาแข่งขัน เฉกเช่นเดียวกับที่ Eventing กำหนดให้ผู้ขี่และม้าตัวเดิมจะต้องผ่านทั้ง Dressage, Cross Country และ Show jumping ในด่านสุดท้ายซึ่งใครที่ผ่านทั้ง 3 ด่านแล้วมีคะแนนเสียน้อยที่สุด จะเป็นผู้ชนะ กีฬาประเภทนี้ไม่สามารถแข่งจบภายในวันเดียว

             เพราะฉะนั้นผู้ชมจะต้องทราบผลคะแนนของแต่ละประเภท ของนักกีฬาและม้าแต่ละคน โดยดูได้จากบอร์ดคะแนน ซึ่งเมื่อกรรมการรวมคะแนนเสร็จแล้วจะนำมาประกาศภายหลังจากจบการแข่งขันในแต่ ละประเภทเพื่อให้ทราบทั่วกัน โดยเริ่มจากการแข่งขันใน Dressage ซึ่งการแข่งขันก็จะเหมือนกับ Dressage ทั่วไป เพียงแต่เอาคะแนนที่ทำได้ ลบด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด ซึ่งจะเป็นคะแนนเสียสะสม ซึ่งจะไปรวมกับ คะแนนเสียในส่วนของ Cross Country ซึ่งม้า จะต้องวิ่งไปตาม Couse Plan ที่ผู้ออกแบบสนาม ได้กำหนดไว้และกระโดดข้ามเครื่องขวางที่ถูกสร้างขึ้นในภูมิประเทศที่แตกต่าง กันไป โดยที่ผู้ขี่และม้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธเครื่องได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะถูกตัดคะแนน 20 คะแนน ในครั้งที่ 3 จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน

           โดยจะปฏิเสธในเครื่องกีดขวางเครื่องเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ปฏิเสธครั้งที่ 1 คงเสีย 20 คะแนน ถ้ายังปฏิเสธครั้งที่ 2 อีกก็จะ เสียคะแนนเพิ่มอีก 40 คะแนน ถ้ายังมีครั้งที่ 3 ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ส่วนการตกม้าใน Cross Country นั้น ไม่อนุญาติให้มีการตกม้า ต้องออกจากการแข่งขันเท่านั้น โดยรายละเอียดของกติกาค่อนข้างจะซับซ้อนพอสมควร ถ้าจะศึกษากันจริง ๆ จะต้องเข้าอบรมเพราะรายละเอียดจะมีค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนใหญ่ผลแพ้ชนะ ผู้ชมสามารถมาลุ้นเอาที่ประเภทสุดท้าย คือ Show jumping ได้ โดย ขอทราบรายละเอียดคะแนนของ 2 ประเภทแรกได้จากกรรมการ แล้วนำมาคิดรวม กับคะแนนเสียใน Show jumping วันสุดท้าย ซึ่งหลักการคิดในปัจจุบัน FEI. ปรับ ให้มีการคิดคะแนนเหมือนใน Show jumping ทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ไม่สับสน ต่างกันนิดหน่อยตรงที่การคิดคะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน Time Allowed มีคะแนนเสียเพิ่ม วินาทีละ 1 คะแนน และอนุญาติให้ตกม้าได้ครั้งนึง โดยมีคะแนนเสีย 8 คะแนน แต่ถ้าตกม้าครั้งที่ 2 ต้องออกจากการแข่งขัน Elimination

หลุดกรอบรายได้ปานกลางของโลกยุคใหม่ด้วยระบบการศึกษา

admin No Comments

การศึกษานั้นมีเป้าหมายหลายประการด้วยกัน ตั้งแต่การปลูกฝังบ่มเพาะ การสร้างเสรีภาพทางความคิด และการเตรียมความพร้อมให้เด็กซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวหรือครอบครัวให้มีความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และก้าวออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ ขณะที่โลกในปัจจุบัน เยาวชนได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจและสังคม หน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งด้านหนึ่งของการศึกษาจึงหนีไม่พ้นบทบาทในการเตรียมความพร้อมให้มนุษย์สามารถประกอบอาชีพได้เต็มความสามารถ

การเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการประกอบอาชีพ ทำให้การศึกษาเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ข้อแรกเพราะ สถานศึกษานั้นผลิต “ทุนมนุษย์” ให้แก่แรงงานที่จะเข้าไปทำงานในระบบเศรษฐกิจ ข้อสองคือ การผลิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีผ่านการทำวิจัยและพัฒนา

ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ

ทุนมนุษย์ และ เทคโนโลยี นั้นเป็นสองสิ่งที่ต้องมีประกอบกัน เนื่องจาก เทคโนโลยีเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ส่วนทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์สูง (ความรู้สูง) คือเงื่อนไขจำเป็น ที่จะเพิ่มมูลค่าของเทคโนโลยีได้สูงสุด คำถามก็คือ ทุนมนุษย์ดังกล่าวสร้างได้อย่างไร คำตอบได้แก่ “การศึกษาในโรงเรียน” และ “การเรียนรู้จากการลงมือทำจริง” (Learning by Doing) หรือหากจะกล่าวให้คล้องจองกันก็คือ “การศึกษาในโรงงาน” นั่นเอง

ปัจจุบันประเทศไทยมีระดับทุนมนุษย์มากน้อยเพียงใดนั้นอาจจะวัดได้ยาก ในที่นี้จึงขอยกดัชนีเพียงบางตัว เพื่อมาเป็นตัวอย่าง เช่น ดัชนีที่สะท้อนความสามารถการผลิตของแรงงาน (Labor Productivity) ของประเทศไทยเปรียบเทียบเป็นร้อยละกับประเทศพัฒนาแล้ว (OECD Countries) จะพบว่า ในภาคอุตสาหกรรมไทย แรงงานของเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงไม่เกินร้อยละ 16 ของ OECD เท่านั้น

education3.jpg

จากข้อเท็จจริงนี้ อาจตีความได้ว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพัฒนามากขึ้นด้วยความเร็วระดับหนึ่ง (ไม่ได้หยุดนิ่ง) ทว่าความเร็วดังกล่าวยังเร็วไม่พอที่จะไล่กวดประเทศพัฒนาแล้วได้ทัน ระยะห่างของไทยและประเทศพัฒนาแล้วยังคงที่ ไม่ใกล้มากขึ้น บางครั้งเราจึงเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” คำถามก็คือ ทำไมเราจึงติดกับดัก และคำตอบอาจจะอยู่ที่การศึกษาซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจมากเพียงพอ

งานศึกษาของ Kanchoochat (2014) ได้รวบรวมงานวิจัยที่ศึกษาเรื่องกับดักรายได้ปานกลางและสรุปว่า มาตรการสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ประเทศหลุดจากกับดักนี้ได้ ได้แก่ การทำให้การศึกษามีลักษณะที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงไม่ใช่แค่เรียนสูง แต่ต้องเรียนอย่างมีคุณภาพด้วย และควรตอบโจทย์ รวมถึงนำโจทย์ให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ด้วย

ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่” ในฐานะหนึ่งในสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า การศึกษาที่ดีทั้งในโรงเรียนและในโรงงานกำลังถูกท้าทายอย่างไร และเราจะรับมือกับมันได้อย่างไรบ้าง

education4.png
© flickr.com/Photos/Don Harder

                        การศึกษาไทยและความท้าทายในบริบท AEC
ความท้าทายที่ 1: การเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มาตรการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคการผลิตนั้นเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่ง ที่จะพาประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ประเทศไทยเองก็เข้าใจถึงความสำคัญข้อนี้ดี ดังนั้นบุคลากรในภาคการศึกษา จึงมักถูกถามเสมอเวลาตั้งหลักสูตรใหม่ๆ ว่า ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจหรือไม่ เด็กจบไปจะมีงานหรือเปล่า หรือแม้แต่งานวิจัยในระยะสิบปีที่ผ่านมานี้ ก็ต้องมุ่งเป้าพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดมาเป็นหลัก

ทว่าสิ่งที่สังเกตได้ก็คือ กระบวนทัศน์ในการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภาคเอกชน ในปัจจุบันยังมักที่จะมุ่งมองถึงตลาดภายในประเทศ (Domestic Market) มากกว่าที่จะมองไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ และนั่นก็ทำให้ระดับความรู้และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยผลิต ผูกติดอยู่กับศักยภาพราวร้อยละ 16 ของประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น การจะหลุดจากกับดักนี้ได้เราจึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เป็นไปได้หรือไม่ที่มหาวิทยาลัยจะร่วมทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ให้แก่กลุ่มทุนเอกชนของเกาหลีใต้ ซึ่งจะทำให้การไล่กวดทางความรู้ทำได้เร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่เอกชนไทยจะจ้างมหาวิทยาลัยในประเทศพัฒนาแล้วทำวิจัย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเอกชนไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะใน AEC ยังอาจจะสร้างความร่วมมือ เป็นพันธมิตรทางวิชาการและธุรกิจได้ด้วย

education5.png

ความท้าทายที่ 2: จากสงครามสมองไหล สู่การแบ่งปันภูมิปัญญาระหว่างประเทศ
ในบริบทของ AEC ข้อเสนอที่สำคัญประการหนึ่งคือการสนับสนุนให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพประกอบไปด้วยแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ สถาปนิก วิศวกร นักบัญชี นักสำรวจ และกลุ่มอาชีพด้านการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่ารายงานล่าสุดจะบ่งบอกว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานผ่านกรอบความร่วมมือ AEC ในอาชีพเหล่านี้ยังไม่สูงมากนัก แต่มันก็ได้ให้เบาะแสถึงความสำคัญของประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงานในระดับภูมิภาค

ทำไมประเด็นนี้ถึงสำคัญ สาเหตุเพราะปัจจุบัน เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานคนเก่ง (Talent) ทั่วโลก โดยในประเทศพัฒนาแล้ว ปัญหาเหล่านี้น่าจะเกิดจากภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) เป็นหลัก ทำให้ขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ กลับกันสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาคือการขยายตัวของการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำได้ช้ากว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลคือประเทศเหล่านี้จะขาดแคลนคนเก่งที่จะรองรับเศรษฐกิจระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ งานศึกษาของ VanNoorden (2012) ซึ่งได้สำรวจนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 17,000 คนใน 16 ประเทศและพบว่า กว่าร้อยละ 57 ของนักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนี้ แคนาดาและออสเตรเลีย ก็เป็นอีกสองประเทศที่มีการจ้างงานนักวิจัยต่างชาติมากกว่านักวิจัยท้องถิ่น (เพราะคนเก่งในท้องถิ่นมีไม่พอ) ในขณะที่อินเดียต้องสูญเสียนักวิจัยเก่งๆ ไปในต่างประเทศจำนวนมากถึงกว่าร้อยละ 40 เป็นต้น

เมื่อคนเก่งขาดแคลน สงครามจึงเกิด ประเทศต่างๆ ได้ริเริ่มโครงการที่จะดึงดูดคนเก่งไปทำงานให้กับประเทศตนเองอย่างแข็งขัน อาทิ มาเลเซียได้จัดตั้ง TalentCorp ขึ้นเพื่อดึงดูดคนเก่งที่ทำงานในต่างประเทศให้กลับไปทำงานในประเทศของตน ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนก็เช่นกัน ที่ได้ริเริ่มโครงการ 1,000 Talent Plan ขึ้นโดยให้สิทธิประโยชน์แก่คนเก่งที่เป็นเป้าหมาย อาทิ เงิน 1 ล้านหยวนและงานที่ดี ซึ่งสิทธิเหล่านี้คำนึงถึงคู่สมรสและบุตรด้วย

โครงการลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏในสิงคโปร์ (Agency for Science, Technology and Research: A*STAR) และประเทศไทย (Talent Mobility Program and Clearing House)  แต่การดึงดูดคนเก่งระหว่างกันนี้ หากไม่ระวัง ก็อาจจะนำมาสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจมากกว่าความร่วมมือ และคงทำให้การรวมตัวอย่างแน่นแฟ้นใน AEC ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น

แล้วเราจะรับมือปัญหานี้ได้อย่างไร  ข้อเสนอหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ การสนับสนุนให้คนเก่งเคลื่อนไหวในภูมิภาค AEC แบบสั้นๆ มากกว่าจะเป็นไปแบบถาวร การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะส่งผลดีทั้งต่อประเทศผู้รับคนเก่ง และประเทศที่ส่งออกคนเก่งเหล่านั้นไปทำงาน ตัวอย่างเช่น หากคนเก่งดังกล่าวไปทำงานในประเทศที่มีเทคโนโลยีสูง ก็จะได้รับการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยีมาด้วย เมื่อกลับประเทศของตน ก็จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับไป

ดังนั้น การที่ยอมให้คนเก่งไปทำงานที่ประเทศอื่นจึงไม่ใช่สมองไหล (Brain Drain) แต่เป็นการส่งไปเรียนรู้ (Brain Gain) การหมุนเวียนของมันสมองเหล่านี้ (Brain Circulation) ทำให้ประเทศต่างๆ สามารถแบ่งปันประโยชน์จากภูมิปัญญาของคนเก่งในภูมิภาคได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากความขัดแย้ง ทว่าการจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้นั้น การศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียน ทั้งในแง่ของภาษาและความยืดหยุ่นปรับตัวทางวัฒนธรรม

education7.jpg
© robohub.org

ความท้าทายที่ 3: การปรับตัวเพื่อรับมือกับการไหลเวียนของ “ทุนหุ่นยนต์”
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ทุนคอมพิวเตอร์ (Computer Capital) อันได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์ต่างๆ สามารถทดแทน “แรงงานฝีมือ” ได้อย่างมีนัยสำคัญ งานศึกษาของ Frey & Osborne (2013) ประเมินว่า แรงงานกว่าร้อยละ 43 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในอเมริกามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในอีก 20 ปีข้างหน้า

ความน่าหวาดวิตกนี้เข้มข้นขึ้นไม่น้อยเมื่อปัญญาประดิษฐ์ AlphaGo ได้รับชัยชนะเหนือ Lee Sedol ในเกมดวลโกะไปถึง 4-1 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคการศึกษาจึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน กล่าวคือ นักเรียนนักศึกษาในทศวรรษถัดไปจากนี้จะต้องรู้ภาษาที่สาม ได้แก่ ภาษาคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่า หุ่นยนต์เหล่านี้อาจจะยังคืบคลานมาสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ค่าจ้างแรงงานต่ำได้ไม่เร็วนัก แต่จะมาถึงอย่างแน่นอน

มหาวิทยาลัยยังอาจจะต้องคำนึงถึงการศึกษาและงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยี (Technological Capability) ที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างแรงงาน ส่วนภาคเอกชนก็ต้องเรียนรู้ที่จะไล่กวดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ทัน เพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต

education8.jpg
© profilephotolibrary

ความท้าทายที่ 4: เอกชนไทย ต้องเรียนรู้ด้วยแต้มต่อที่น้อยลง
ดังที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า การศึกษาในความหมายอย่างกว้างนั้นไม่ได้จบลงเมื่อเรียนจบจาก “โรงเรียน” เท่านั้น แต่การศึกษายังอยู่ในโรงงาน (หรือสถานที่ทำงานอื่นๆ) ผ่านการเรียนรู้ของทั้งนายทุนและลูกจ้างอีกด้วย โดยนายทุนต้องเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ลูกจ้างก็จะต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อแปลงให้กลายเป็นสินค้า การเรียนรู้ในโรงงานนี้จะส่งผลอย่างมากต่อมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์

ในอดีต รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพยายามไล่กวดประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ มักใช้มาตรการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ อาทิ การตั้งกำแพงภาษี การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หรือการอุดหนุนสิทธิประโยชน์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่สามารถเรียนรู้ สะสมทุน และขยายกิจการ จนกระทั่งเข้มแข็งเพียงพอที่จะต่อกรกับประเทศพัฒนาแล้ว หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการให้เกิดการค้าเสรีไปเป็นลำดับ

ทว่าในบริบทที่การค้าเสรีถูกทำให้กลายเป็นมาตรฐานของโลก การที่ประเทศไทยได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเออีซีแล้วในวันนี้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม มาตรการแทรกแซงเพื่ออุดหนุนเอกชนภายในประเทศ และมาตรการกำแพงภาษีจึงกำลังประสบข้อจำกัดอย่างยิ่งยวด ทำให้เอกชนไทยไม่มีแต้มต่ออีกต่อไป เอกชนไทยจึงต้องเรียนรู้ “ด้วยตนเอง” ให้หนักขึ้น ยากลำบากมากยิ่งขึ้น แต่นั่นก็เป็นหนทางสายบังคับที่เอกชนไทยต้องฝ่าฟันไปให้ได้

การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเออีซี ส่งผลให้เราต้องตระหนักถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน อาทิ การเชื่อมโยงของการศึกษาและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค การเคลื่อนไหวของแรงงานโดยเฉพาะคนเก่ง การไหลเวียนของทุน โดยเฉพาะทุนคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี  ไปจนถึงการไหลเวียนของสินค้า หรือการลดลงของกำแพงและมาตรการอุดหนุนภายในประเทศ

ความท้าทายเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณไปในทางเดียวกันว่า การศึกษาในโรงเรียนและในโรงงานของประเทศไทย ต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรับมือกับอนาคตที่มาถึงแล้ว หากประเทศไทยสามารถปรับกระบวนทัศน์ของการเรียนรู้ได้ทัน การหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง และความมั่งคั่งของชาติก็คงจะตามมา ในทางกลับกัน หากการศึกษายังไม่ปรับตัว และทุนหรือแรงงานไม่สามารถเรียนรู้ได้เร็วพอ เราก็คงถูกกลบกลืนหายไปในกระแสการพัฒนาที่ไหลเชี่ยวของโลกใบนี้ในที่สุด