
เคยไหม? เดินห้างสรรพสินค้าอยู่ดีๆ ก็มีป้ายเซลดึงดูดสายตา รู้ตัวอีกทีในมือก็มีถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรัง หรือตอนกลางคืนที่กำลังจะนอน แค่ไถฟีดโซเชียลมีเดียเห็นรีวิวสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วประโยคยอดฮิตอย่าง ของมันต้องมี ก็ลอยเข้ามาในหัว
สุดท้ายก็กดปุ่ม ใส่ตะกร้า และ ชำระเงิน อย่างรวดเร็วราวกับต้องมนต์สะกด พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเหมือนเรื่องธรรมดาในยุคบริโภคนิยม แต่ถ้าความสุขของคุณผูกติดอยู่กับการจ่ายเงินจนเริ่มควบคุมไม่ได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Shopaholic หรือโรคเสพติดการช้อปปิ้งแล้ว
Shopaholic หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Compulsive Buying Disorder (CBD)
คุณกำลังเป็น Shopaholic หรือเปล่า? ไม่ใช่แค่เรื่องของคนชอบแต่งตัวหรือชอบใช้เงิน แต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตรูปแบบหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีความต้องการซื้อของอย่างรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ โดยแรงจูงใจไม่ได้มาจาก ความจำเป็น หรือแม้แต่ ตัวสินค้า แต่มาจาก ความรู้สึกขณะที่ได้ซื้อ
วิทยาศาสตร์อธิบายว่า เมื่อเราเจอของที่ถูกใจและตัดสินใจซื้อ สมองจะหลั่งสาร โดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขและตื่นเต้นออกมา ทำให้เรารู้สึกฟินและพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่าความสุขนี้มักจะสั้นมาก
หลังจากพัสดุมาส่งหรือกลับถึงบ้าน ความรู้สึกตื่นเต้นจะหายไปทันที และมักจะตามมาด้วยความรู้สึกผิด เงินในบัญชีที่ลดลง หรือปัญหารอบด้าน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปซื้อใหม่เพื่อเติมเต็มความสุขสั้นๆ นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลองสำรวจตัวเองด้วยเช็กลิสต์ง่ายๆ เหล่านี้ดูว่า คำว่า ของมันต้องมี ของคุณ เริ่มกลายเป็นปัญหาแล้วหรือยัง:
- ซื้อเพื่อประชดอารมณ์: มักจะช้อปปิ้งเวลารู้สึกเครียด เศร้า เหงา หรือโกรธ เพื่อใช้การซื้อของบำบัดจิตใจ
- ปิดบัง ซ่อนเร้น: เริ่มโกหกคนรอบข้างเกี่ยวกับราคาสินค้า หรือต้องแอบเอาของที่ซื้อมาซ่อนเพราะกลัวโดนบ่น
- มีแต่ของไม่ได้ใช้: ในบ้านมีเสื้อผ้าที่ยังไม่แกะป้าย หรือสิ่งของที่ซื้อมาแล้วไม่เคยหยิบมาใช้เลยกองเต็มไปหมด
- กระทบเงินเก็บและชีวิตประจำวัน:เริ่มมีปัญหาหนี้สิน บัตรเครดิตเต็มวงเงิน หรือต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาตอบสนองความต้องการซื้อ
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย ยินดีด้วยที่คุณเริ่มรู้เท่าทันตัวเองแล้ว! และนี่คือแนวทางง่ายๆ ในการดึงสติก่อนที่กระเป๋าเงินจะฉีกไปมากกว่านี้:
- กฎ 48 ชั่วโมง: เมื่อเจอของที่อยากได้มากๆ ให้กดใส่ตะกร้าทิ้งไว้แล้วปิดหน้าจอ รอให้ผ่านไป 2 วัน แล้วค่อยกลับมาดูอีกครั้ง ส่วนใหญ่แล้วความอยากจะลดลงจนคุณไม่อยากได้มันแล้ว
- แยก ความอยาก ออกจาก ความจำเป็น: ก่อนจ่ายเงิน ให้ถามตัวเองซ้ำๆ ว่า “ถ้าไม่มีชิ้นนี้ เราจะเดือดร้อนไหม?” ถ้าคำตอบคือไม่ แปลว่านั่นคือความอยาก ไม่ใช่ความจำเป็น
- ลบแอปพลิเคชันและผูกบัตร: การตัดสิ่งกระตุ้นคือวิธีที่ดีที่สุด ลองลบแอปช้อปปิ้งออกบ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดคือลบการผูกบัญชีบัตรเครดิต/เดบิตอัตโนมัติ เพื่อให้ขั้นตอนการจ่ายเงินยุ่งยากขึ้น มีเวลาคิดทบทวนมากขึ้น
ได้รับการสนับสนุนโดย alpha888