การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ 

การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ 

admin No Comments

         เมื่อพูดถึงไดโนเสาร์หลายคนคงชื่นชอบมันเป็นอย่างมากเพราะมันเป็นสัตว์ในตำนานที่มีความยิ่งใหญ่อลังการจะเห็นได้จากปัจจุบันนั้นคนมีการนำเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์มาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครต่างๆมากมายให้ผู้คนได้ชมและได้รับรู้กันว่าในสมัยโบราณ

เมื่อหลายล้านปีมาแล้วนั้นโลกเราเคยมีสัตว์ที่ชื่อว่าไดโนเสาร์ภาคมีหลายสายพันธุ์แต่มันก็เป็นเพียงแค่อดีตและปัจจุบันนั้นไดโนเสาร์ไม่มีจริง

 

การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์  มีเพียงแค่ซากฟอสซิลที่เราสามารถพบเจอเพียงเท่านั้นซึ่งจะเห็นได้จากว่าทุกคนให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของไดโนเสาร์เป็นอย่างมากเพราะมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับไดโนเสาร์เยอะแยะมากมายเต็มไปหมดในทั่วโลกที่เราสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมได้แล้วมีการนำกระดูกไดโนเสาร์ซากฟอสซิลของไดโนเสาร์มาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวนั้นเยอะแยะมากมาย 

          อะไรก็ตามจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ซึ่งตรวจสอบจากซากฟอสซิลที่ขุดเจอพบว่าไดโนเสาร์เคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก่อนที่มนุษย์และมันก็ได้สูญพันธุ์ไปก่อนที่มันจะเกิดขึ้นซึ่งการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์นั้นนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามันสูญพันธุ์มาแล้วมากกว่า 65 ล้านปี อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ได้มีการสงสัย

และต้องการหาความรู้ว่าการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ครั้งใหญ่น้อยลงมีต้นเหตุหรือสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งในยุคที่ไดโนเสาร์ยังคงมีอยู่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่ที่ทำให้ไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสัตว์ยักษ์ใหญ่ต้องกลายเป็นสัตว์สูญพันธุ์หรือเป็นเพียงแค่ตำนาน 

        ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์นี่เองที่ทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆขึ้นมามากมาย  ufabet    เพื่อนำมาใช้เป็นคำอธิบายในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ซึ่งทฤษฎีต่างๆนั้นมีเพียงแค่ 2 ทฤษฎีใหญ่ๆที่มีความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดนั่นก็คือ  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์นั้นเกิดขึ้นมาจากการที่อาจจะมีอุกกาบาตหรือไม่ดาวหางดวงใหญ่ๆพุ่งมาชนโลก

หรืออาจจะเกิดจากการที่บนโลกใบนี้มีภูเขาไฟเกิดขึ้นและภูเขาไฟก็มีการเกิดการปะทุครั้งใหญ่ส่งผลทำให้เราอาศัยและทำให้ไดโนเสาร์นั้นถูกไฟจากลาวาคลอกตาย

         นอกจากนี้ถ้าหากว่าเรานึกว่ามีๆกรณีที่อุบาทว์ผู้ชมโลกหรือแม้แต่ภูเขาไฟระเบิดเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลทำให้โลกใบนี้มีฝุ่นเต็มไปหมดแล้วด้วยตัวเองที่มันกระจายไปทั่วทำให้บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังโลกส่งผลทำให้สิ่งมีชีวิตภายในโลกใบนี้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเช่นต้นไม้ก็อาจจะตาย

เพราะว่าไม่มีแสงแดดมาสังเคราะห์รวมถึงสัตว์ต่างๆก็อาจจะตายและสูญพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทฤษฎีนี้จะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างจะร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ไม่สามารถที่จะฟันธงได้เพราะไม่มีหลักฐานที่จะสามารถยืนยันทฤษฎีต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์ได้ลองคิดขึ้นมาจึงทำให้ปัจจุบันนี้เรายังไม่สามารถรู้สาเหตุของการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ได้อย่างแท้จริงนั่นเอง

คุณรู้หรือไม่ว่าสมองของไอสไตน์แตกต่างจากสมองของคนเราอย่างไร

admin No Comments

       คุณรู้หรือไม่ว่าสมองของไอสไตน์  เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักอัลเบิร์ตไอน์สไตน์กันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากและเขาเป็นบุคคลที่ถือว่าฉลาดติดอันดับต้นๆของโลก

เรียกได้ว่าเขาเป็นบุคคลอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ซึ่งคุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมไอสไตน์ถึงมีมันสมองที่ฉลาดกว่าบุคคลทั่วไปสมองของไอสไตน์และมีความแตกต่างจากสมองของคนทั่วไปอย่างไรซึ่งในบทความนี้เราจะมาหาข้อมูลและมาทำการวิเคราะห์กัน

        อย่างไรก็ตามคุณรู้หรือไม่ว่าหลังจากที่ ไอสไตน์ ได้เสียชีวิตลงนั้นเขาก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีด้วยหลังจากที่เขาตายไปยังไม่เกิน 8 ชั่วโมงนายแพทย์ก็ได้มีการผ่าเอาสมองของไอสไตน์ออกมาเพื่อดูว่าสมองของเขานั้นมันแตกต่างจากสมองของคนทั่วไปอย่างไรจึงจะสามารถได้ข้อพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องของความแตกต่างของสมองของไอสไตน์และสมองของคนทั่วไปนั่นเอง 

       อย่างไรก็ตามหากใครที่มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของชีววิทยาจะทราบเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานของระบบสมองซึ่งสมองของคนเรานั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วนทั้งสมองส่วนหน้าสมองส่วนกลางและสมองส่วนหลังซึ่งสมองแต่ละส่วนนั้นก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปอย่างเช่นสมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับเรื่องของอารมณ์ระบบประสาทต่างๆไม่ว่าจะเป็นความดันอุณหภูมิร่างกายความหิวความง่วงทั้งหมดก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนที่เรียกว่าไฮโปทาลามัสนั่นเอง

           หรือถ้าหากว่าเกี่ยวกับเรื่องของความจำความรู้ต่างๆก็จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเซรั่มหรือแม้แต่กล้ามเนื้อการสั่งการเรื่องของการกินอาหารการเคี้ยวอาหาร

การได้รสกลิ่นเสียงต่างๆก็จะมีส่วนอื่นๆที่เข้ามาดูแลดังนั้นความแตกต่างของสมองของไอสไตน์และสมองของคนเราก็จะแตกต่างจากสมองส่วนนี้เพราะไอน์สไตน์นั้นจะมีสมองส่วนที่เป็นอัลบั้มซึ่งเป็นสมองส่วนที่มีความรู้ความจำความเข้าใจเป็นอย่างดีนั้นใหญ่กว่าสมองส่วนอื่นๆของร่างกายนั่นเองทำให้เขามีความจำเป็นเลิศมีความฉลาดมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปนั่นเอง 

            อย่างไรก็ตามสมองทุกส่วนเนื้อมีความสำคัญต่อร่างกายทั้งหมดถ้าหากว่าสมองส่วนใดส่วนหนึ่งนะสูญเสียหรือไม่ครบประกอบชำรุดก็จะทำให้บุคคลดังกล่าวนั้นกลายเป็นบุคคลที่ไม่สมประกอบก็เป็นไปได้เช่นสมองส่วนที่สั่งการเกี่ยวกับเรื่องของการกินอาหารการแสดงกล้ามเนื้อใบหน้าหรือการได้กลิ่นการรับรส

ถ้าสมองส่วนนี้มีปัญหาบกพร่องก็อาจจะทำให้การเคี้ยวอาหารการกินอาหารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพหรืออาจจะกินอาหารไม่ได้เลยก็เป็นไปได้จะต้องมีการกินอาหารผ่านทางสายยางหรือถ้าเกิดว่าสมองส่วนที่เป็นไฮโปทาลามัสมีความบกพร่องก็จะทำให้ร่างกายนั้นไม่แข็งแรงมีอาการหงุดหงิดง่ายเป็นต้น 

 

สนับสนุนโดย    ufabet สมัครสมาชิก

เมื่อคุณอารมณ์เสียคุณรู้ว่าอะไรกวนใจคุณ

admin No Comments

หลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่มีความน่าสนใจ  ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ซึ่งเรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของคุณเป็นอย่างมาก 

เมื่อคุณอารมณ์เสีย หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวคุณเลยก็ว่าได้  คือเรื่องราวที่เกี่ยวกับว่า เมื่อคุณรู้ว่าคุณกำลังอารมณ์เสียแล้ว  ก็รู้อีกว่าอะไรที่มากวนใจคุณ  มันเป็นสัญญาณที่ดีมากๆเลยเพราะว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีว่า  คุณฉลาดกว่าที่ตัวคุณเองคิด  ทำไมเราถึงอยากรู้เรื่องดังกล่าวนี้ขึ้นมาพูดในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก และศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้กัน 

เรื่องราวที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักนั้น  เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าคุณเป็นคนฉลาดกว่าที่ตัวเองคิด  ทำไมเราถึงมาพูดเรื่องราวเกี่ยวกับสัญญาณที่บ่งชี้ว่า

คนนั้นเป็นคนที่ฉลาดและนานว่ามันเกี่ยวข้องกับตัวของเราด้วย  ซึ่งสัญญาณที่ว่าก็คือเมื่อคนอารมณ์เสีย  คุณจะรู้ว่าอะไรที่กวนใจคุณนี่แหละที่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณเป็นคนฉลาดกว่าที่ตัวเองคิด 

ถ้าหากคุณอยากจะรู้แล้วในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้กัน  เราทุกคนต่างมีวันที่ทุกอย่างไม่เป็นดั่งใจ อย่างเช่น ต้องดื่มกาแฟที่รสชาติไม่ค่อยดีเท่าไหร่

  แสงแดดที่ส่องเข้ามาจนน่ารำคาญ และถ้ามีคนถามคุณว่าคุณหงุดหงิดเรื่องอะไรคุณก็แค่อยากตะโกนใส่พวกเขากลับไป  แน่นอนหากคิดอย่างรอบคอบ แม้แต่คนที่อัจฉริยะก็ยังอารมณ์เสียเมื่อสอบถามกลุ่มคนเหล่านี้ พวกเรารู้ดีว่าอะไรที่กวนใจพวกเขา  ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะแก้ปัญหาแล้วเดินหน้าต่อ 

แต่เป็นที่น่าสนใจคนที่อัจฉริยะจะไม่ยึดติดกับอดีตและพวกเขาไม่โทษใคร หรืออะไรรอบตัวว่าทำให้เขาเศร้า  มีนักจิตวิทยาท่านหนึ่งได้อธิบายว่า คนอัจฉริยะที่แท้จริงไม่เพียงแต่แก้ปัญหาได้เท่านั้น     ต้องรับรู้อารมณ์ความรู้สึกที่เขามี และไม่เพิกเฉยต่ออารมณ์เหล่านั้น  ปัญญาที่ปราศจากอารมณ์และความโกรธที่คอยกวนใจอยู่ตลอดเวลา  มักจะสร้างสรรค์สิ่งที่โดดเด่นออกมา นอกจากสัญญาดังกล่าวนี้ยัง  มีสัญญาณอื่นๆอีกมากมาย ที่คุณจะกลายเป็นคนฉลาดในทันที และหากว่าคุณรู้เรื่องราวเหล่านี้และเป็นคนสามารถควบคุมตนเองได้เป็นอย่างดี

  คุณรู้ว่าคนอื่นคิดอะไร คุณรู้ว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างนั้น ที่คุณอาจยังไม่รู้ แต่สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่บ่งบอกว่าคุณนั้นเป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่เรื่องที่เราได้กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น ถ้าคุณสนใจอยากจะทำความรู้จักหรือว่าศึกษาเรื่องราวเหล่านี้เพิ่มเติมก็ได้    มีนักเขียนมากมายออกมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าวนี้อยู่

 

สนับสนุนโดย    gclub ผ่านเว็บ

ไอน์สไตน์เคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์

admin No Comments

ทุกอย่างมากมายบนโลกของเรามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว  และแน่นอนว่าเรื่องราวที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เช่นเดียวกันว่า น่าสนใจเป็นอย่างมากที่เกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ ที่เป็นตำนานบนโลกของเราเลยก็ว่าได้

 ถึงแม้ว่าในตอนนี้ในปัจจุบันเขาจะไม่อยู่แล้วแต่เราก็ยังศึกษาทฤษฎีที่เขาสร้างขึ้นมาอยู่

ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนเราไปทำความรู้จักและศึกษามันพร้อมกันเลยดีกว่า เกี่ยวกับความเชื่อผิดๆที่ว่าอัลเบิร์ตไอน์สไตน์นั้นเคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องราวที่น่าสนใจที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คนเก่งของโลกเลยก็ว่าได้และในปัจจุบันนี้ 

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยู่แล้วเราก็ยังคงได้เรียนรู้สิ่งที่เขาสร้างขึ้น และเรื่องราวที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้นั้น เกี่ยวข้องกับอันเบิดไอสไตน์  แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามันยังมีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับชายคนดังกล่าวนี้ว่า เขานั้นสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เป็นความเป็นจริง

แล้วเขาทำข้อสอบตกจริงหรือเปล่า หรือไม่ใช่อย่างไรในวันนี้เรามีคำตอบเกี่ยวกับคำถามดังกล่าวนี้กัน หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า อัจฉริยะอย่างอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ เคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์กับเขาเหมือนกัน หรือบางส่วนถึงขนาดกล่าวว่าอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ เคยสอบตกเกือบทุกวิชาด้วยซ้ำไป

โดยจุดเริ่มต้นของความเชื่อนี้เกิดขึ้นในปี 1953 ในคอลัมน์ Live It or not ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้มีการตีพิมพ์หัวข้อว่า แม้ว่าจะเป็นนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะเคยสอบตกวิชาคณิตศาสตร์เหมือนกัน  จนความเชื่อนี่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง  มีครูที่สอนได้ออกมาปฏิเสธว่า มันไม่ใช่ความจริงเนื่องจากเขาได้เกรด A คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มา

โดยตลอด และความจริงแล้วเขา คือเทพแห่งโชคลาภตั้งแต่อายุ 15 ด้วยซ้ำไป สุดท้ายนี้ไม่ว่าอัลเบิร์ตไอน์สไตน์ จะสอบตกวิชาคณิตศาสตร์หรือว่าวิชาวิทยาศาสตร์หรือเปล่า แต่ทว่าสิ่งที่เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริงของเรามาศึกษาเพิ่มเติมได้  ไม่ใช่แค่ได้ยินจากคนอื่นพูดๆต่อกันมาแล้ว

เราจะเชื่อไปซะทุกอย่างมันก็ไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้สิ่งที่เราได้พูดไป ก็หวังว่าจะไขข้อสงสัยให้กับใครหลายๆคนได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  การเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้น

  หลายคนอาจจะมองว่าไม่ได้จำเป็นอะไรแต่ในความเป็นจริงแล้ว วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์นั้น มันมีอยู่รอบตัวของเราแต่ทว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คนละแบบที่เราเรียนเพียงแค่ตัวเลข แต่ทว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ตัวเลขและวิทยาศาสตร์นี่แหละที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรามาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย.    ufabet auto

ทำไมมดถึงชอบขึ้นปลั๊กไฟ

admin No Comments

มดถึงชอบขึ้นปลั๊กไฟ เราคงได้เคยได้ยินคำถามที่ว่า ทำไมมดถึงชอบขึ้นสายไฟ หรือปลั๊กไฟ แน่นอนว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวของเราที่เรานั้น เราเคยตั้งคำถามและสงสัยเกี่ยวกับมัน และมันก็มีมากมายเช่นเดียวกัน  ซึ่งในวันนี้ คำถามที่ว่าทำไมมดถึงชอบขึ้นปลั๊กไฟ แน่นอนในวันนี้เราจะมาค้นหาคำตอบที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์

ถ้าว่าเรา  มีคำตอบเกี่ยวกับคำถามที่ว่าทำไมถึงชอบขึ้นปลั๊กไฟ  ซึ่งคำตอบดังกล่าวที่เรากำลังจะพาทุกคนไปทำความรู้จักและศึกษานี้มันจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง หรือไม่ถือว่าเป็นคำตอบที่พอจะไขข้อสงสัย ให้ใครหลายคนได้หรือไม่นั้นไปทำความรู้จักกับมันพร้อมกันเลยดีกว่า 

คุณเคยตั้งคำถามหรือว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับคำถามที่ว่า มดมีกี่ตัวบนโลกของเราใบนี้แน่นอนว่าเราไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ แต่ก็ได้มีผลวิจัยและผลการศึกษาออกมาให้เราได้ศึกษากัน มดมีทั้งหมดกี่ตัวบนโลก อย่างไรก็ตามแต่เรื่องราวที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมด คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมมดนั้น ถึงชอบขึ้นปลั๊กไฟ

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปศึกษาและค้นหาคำตอบเกี่ยวกับ   ข้อสงสัยและคำถามดังกล่าวนี้กัน  มันจะสามารถไขข้อสงสัยให้กับคุณได้ หรือไม่เรื่องนี้เราเองก็ยังคงไม่รู้  เรื่องราวของมดกับคำถามที่ว่า  ทำไมมดชอบขึ้นปลั๊กไฟคำตอบนั้น  ก็มาจากธรรมชาติในการใช้ชีวิตของมดที่มีหลากหลายสายพันธุ์ บนโลกใบนี้

แน่นอนเราทราบว่ามดนั้น  อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีลักษณะเป็นที่โปร่งและทำรังบริเวณใต้ดิน หรือข้างต้นไม้ใหญ่ บางชนิดทำรังบริเวณดินใต้ต้นไม้ หรืออะไรก็ตามที่มีลักษณะเป็นโปร่ง และเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารสมัยใหม่ สายไฟหรือ ปลั๊กไฟก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงเป็นอย่างมากทำไมพวกมดเข้าไปทำรังอยู่ในบริเวณที่มีลักษณะโปร่ง

  ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่สายไฟอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆด้วยเช่นกัน  ufabet    ซึ่งผลที่ตามมามันจะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้ เกิดการติดขัดเสื่อมสภาพเร็วและสามารถทางเสียหายได้นั่นเอง  อย่างไรก็ตามนอกจากสิ่งที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว       

ก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่มีความน่าสนใจเกี่ยวกับมด  หรือว่าแมลงมดหรือว่าแมลงบนโลกของเราใบนี้แน่นอนว่ามันเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กเป็นอย่างมากเลยทีเดียว  การที่เราจะศึกษาสิ่งมีชีวิตเล็กๆแบบนี้นั้นเราจำเป็นจะต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก  สุดท้ายนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหนสปีชีส์ใดบนโลกใบนี้  เราก็ควรที่จะทำความรู้จักและศึกษาเกี่ยวกับมันเอาไว้เพราะว่ามันมีผลต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์เรา

โอมูอามูอา คืออะไร

admin No Comments

       โอมูอามูอา คืออะไร ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 2017  นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งเคลื่อนที่อยู่นอกโลกพวกเขาไม่รู้ว่าวัตถุชิ้นหนึ่งกล่าวนั้นคืออะไรกันแน่แต่เขาตั้งชื่อหรือเรียกมันว่า  โอมูอามูอา วัตถุชิ้นนี้วิ่งมาด้วยความเร็วกว่าดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นมากประมาณ 80 กิโลเมตรต่อวินาที 

ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เดินทางจากโลกไปถึงดวงอาทิตย์ได้ในเวลาประมาณ 2 เดือน

         สำหรับการเปรียบเทียบของเราเดินทางเร็วสูงสุดถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงการเดินทางแบบเดียวกันข้ามสหรัฐอเมริกาใช้เวลาประมาณ 9 นาทีนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงคาดการณ์ว่าวัตถุประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นด้วยอารยธรรมที่ล้ำหน้ามาก OK รูปร่างของวัตถุสนับสนุนทฤษฎีนี้มันยาวและแคบและดูเหมือนยานอวกาศมันยาวประมาณเกือบ 1 กิโลเมตรใหญ่กว่าหอไอเฟลมาก

             นักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจจะพิสูจน์ว่าโอมูอามูอาเป็นยานอวกาศของใครบางคนจริงหรือเปล่า นักวิทยาศาสตร์ที่กล้องโทรทรรศน์ไว้ที่โอมูอามูอาพวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าเมื่อสะท้อนแสงเหมือนจะแปลกและหินแข็งบางชนิดด้วยแล้วก็กระพริบตลอดเวลาแสงสว่างวาบแล้วมันก็ค่อยๆจางหายไปแล้วก็เริ่มส่องแสงอีกครั้งแล้ว

ว่ามันกำลังหมุนอยู่แล้วมันไม่ได้หมุนรอบแกนของตัวเองเหมือนลูกศร แต่มันหมุนอย่างไร้ทิศทางขยับขึ้นลงถ้าเป็นวัสดุหรือยานอวกาศประดิษฐ์ก็คงจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นหรือน้ำหนักบรรทุกเกินพิกัดดังกล่าว แต่ว่าโอมูอามูอา ยังไม่บุบสลายนั่นหมายความว่ามันทำมาจากวัสดุแข็งพิเศษที่ป้องกันไม่ให้มันแตกแล้วไม่ได้กลวงเหมือนยานอวกาศมันเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงทีเดียว

             ความเร็วที่น่าประหลาดใจของวัตถุนี้ทำให้มันค่อนข้างลึกลับดาวหางบางตัวมีความเร็วเท่ากันหรือสูงกว่าได้แต่พวกมันก็มีเอฟเฟคเหมือนจรวดเช่นกันเมื่อยานอวกาศถูกปล่อยจากแท่นปล่อย  จะเห็นไฟระเบิดออกมาจากเครื่องยนต์ทุกๆวินาที จรวดจะผสมเชื้อเพลิงกับออกซิเจนลุกไหม้และผู้ขับมาด้วยความเร็วมหาศาลตามกฎฟิสิก มันเหมือนกับการผลักออกจากกำแพงจรวดพุ่งออกมาจากการเผาไหม้ที่พ่นออกมานั่นมันเป็นวิธีที่จรวดสร้างแรงขับและได้ความเร็วของดาวหางเคลื่อนที่ด้วยหลักการที่คล้ายคลึงกัน 

          รังสีของดวงอาทิตย์กระทบพื้นผิวดาวหางแสงแช่น้ำแข็งเริ่มระเหยแก๊สนั้นไปทางหนึ่งดาวหางไปทางอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกับจรวดดาวหางผลักแก๊สแล้วเร่งความเร็ว แก๊สยังก่อให้เกิดความยาวของดาวหางด้วย    นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า โอมูอามูอาเคยมีหาง แต่มันเข้าสู่ระบบสุริยะของเราในปี 1995 แล้วมันก็ยังถูกแสงแดดส่องถึงในตอนนั้นเมื่อเราค้นพบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มันได้สูญเสียมวลไปประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ และเราก็มาค้นพบมันอีกทีนึงในปี 2017 นั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    เว็บสล็อต ยูฟ่า แตกง่าย

การทดลองการขึ้นไปใช้ชีวิตบนอวกาศของจีน

admin No Comments

สำหรับใครที่มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ  ชีวิตบนอวกาศของจีน ทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการค้นสำรวจหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยอ้างอิงจากโลกของเราที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ว่าก่อนที่จะมีมนุษย์หรือว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆเกิดขึ้นนั้นก่อนหน้านี้สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกของเรานี้ก็เป็นพวกจุลินทรีย์ดังนั้นทางด้านนักวิทยาศาสตร์จึงมองว่าในนอกโลกนั้นดาวดวงอื่นๆถ้าหากมีจุลินทรีอาศัยอยู่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะสามารถให้คนจะอาศัยอยู่บนดาวดวงนั้นได้

       อย่างไรก็ตามมีการสำรวจมาแล้วเยอะแยะมากมายซึ่งล่าสุดเองประเทศจีนเองก็ได้มีการออกมาสำรวจการเอาชีวิตรอดอยู่ในอวกาศเช่นเดียวกันโดยมีการเปิดเผยมาจากสำนักข่าวซินหัวที่ได้มีการรายงานว่า จีนนั้นได้มีการทำการทดลองในการนำจุลินทรีย์และหลายสายพันธุ์ขึ้นไปยังบนอวกาศโดยใช้บอลลูนในการทดลองนี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2562 โดยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ประเทศจีนได้ออกแบบบอลลูนที่สามารถส่งขึ้นไปยังอวกาศชั้นต้นได้เพื่อนำพาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กคือไปทำการทดลอง  

          โดยได้มีการทำการทดลองปล่อยบอลลูนหมายถึง 4 ครั้งในบริเวณดังกล่าวและสิ่งใดสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ว่านั้นก็คือแบคทีเรียกลุ่ม แม็กนีโต้แทคติก ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถใช้ชีวิตได้ในสภาวะสุดขั้วแบบ Extreme โดยบอลลูนปล่อยที่ถูกไปลอยบนอวกาศที่อยู่ใกล้โลกที่ความสูง 23 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลจากการทดลองพบว่าแบคทีเรียกลุ่มแม็กนีโต้แทคติกขึ้นไปอยู่บนอวกาศ

และสภาวะแรงโน้มถ่วงที่ต่ำชั้นบรรยากาศที่เบาบางอากาศที่หนาวเย็นและเริ่มได้รับรังสีจากอวกาศจึงมีความคล้ายกับสภาวะแวดล้อมบนดาวอังคารกลุ่ม แม็กนีโต้แทคติกนั้นสังเคราะห์อนุภาคบางอย่างออกมานั้นก็คือสารประกอบไอออนออกไซด์ที่มีชื่อว่าแม็กนีโตโซม ซึ่ง แม็กนีโตโซม นี้เองเป็นเหมือนแม่เหล็กที่จะสามารถทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางไปยังสนามแม่เหล็กของโลกได้

          สาเหตุที่มันปรับตัวได้เพราะว่ามันสร้างกลไกในการป้องกันรังสีจากนอกโลกที่อันตรายส่วนแบคทีเรียสายพันธุ์อื่นๆในการทดลองนั้นไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ในสภาวะบนอวกาศนั้นที่เป็นอวกาศที่ใกล้โลกมากมากแท้ๆโดยสภาวะที่คล้ายคลึงกับดาวอังคารจึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแบคทีเรียกลุ่ม แม็กนีโต้แทคติก

มีความสามารถในการเอาชีวิตรอดบนดาวอังคารได้และการทดลองนี้อาจจะทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากยิ่งขึ้นๆเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาตัวรอดบนดาวอังคารหรือในอวกาศ  ซึ่งในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ของจีนอาจจะมีการนำจุลทรีย์ชนิดนี้ไปลองปล่อยไว้บนดาวอังคารจริงจริงก็ได้    

 

สนับสนุนโดย.    ทางเข้า UFABET ภาษาไทย

จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกในอีก ห้าพันปีข้างหน้า 

admin No Comments

    จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก  เมื่อประมาณ 335 ล้านปีก่อนนั้นโลกของเรานั้นยังไม่มีทวีปต่างๆเหมือนในปัจจุบันนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าประมาณ 335 ล้านปีนั้นมีทวีปอยู่แห่งเดียวนั่นก็คือแพนเจีย แต่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อวันเวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นแพนเจียก็มีการแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆด้วยกัน

เริ่มแรกของการแบ่งแยกจะเป็นทวีปออสเตรเลียและทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ หลังจากนั้นก็แบ่งเป็นทวีปแอฟริกาเอเชียและยุโรป ทำให้เมื่อหลายพันปีต่อมาโลกในปัจจุบันของเราก็มีหลายทวีปนั่นเอง 

        อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ได้มีความเชื่อมั่นว่าในขณะที่วันเวลาผันเปลี่ยนไปทุกๆวันนั้นทวีปต่างๆก็มีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ซึ่งบางทวีปก็จะมีการเคลื่อนตัวเข้าหากันแต่บางทวีปก็มีการเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน อย่างไรก็ตามการเคลื่อนตัวเข้าหากันหรือการแยกตัวออกจากการที่จะถามว่าทำให้เรามองเห็นได้อย่างชัดเจนนั้นก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าหนึ่งร้อยล้านปีเลยทีเดียว

       สำหรับเหตุการณ์ในอนาคตในอีก 100 ปีนับจากนี้ไปถ้าหากว่ามนุษย์เรายังคงมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ อย่างต่อเนื่องและโลกก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นอีก 1.2 เมตร จะส่งผลให้บางพื้นที่นั้นถูกน้ำทะเลทำให้จมหายไป

อย่างเช่นเกาะบาฮามาส จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านับจากนี้ไปอีก 200 ปีประชากรของโลกนั้นจะมีมากขึ้น และอากาศบนโลกก็จะเริ่มร้อนขึ้น ที่สำคัญเมื่อคนเยอะขึ้นแต่ขนาดพื้นที่น้อยลงก็จะทำให้มีลักษณะอัดเหมือนอยู่ในกระป๋องเลยทีเดียว 

        นอกจากนี้ด้วยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็จะมีการยืดอายุของคนให้มีอายุยาวนานมากยิ่งขึ้นซึ่งในอีก 200 ปีข้างหน้านั้นผู้คนอาจจะมีอายุยาวนานถึง 108 ปีเลยทีเดียว แต่ผลเสียที่ตามมาของการที่มีคนอายุยืนยาวมากยิ่งขึ้นก็คือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันเยอะขึ้น

และมันจะส่งผลทำให้ในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นการ์ดน้ำมันฟอสซิลต่างๆนั้นก็จะค่อยๆหมดลงไปนั่นเอง นอกจากนี้ทวีปต่างๆก็จะมีการเคลื่อนที่ออกจากกันซึ่งคาดว่าในอีก 200 ปีข้างหน้านั้นจะห่างกันไกลถึง 5 เมตรเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์มีการคาดการณ์กันว่าในอีก 5000 ปีข้างหน้านั้นมนุษยชาติจะมีการอาศัยอยู่ในแคปซูล นอกจากนี้ถ้าในอีก 150 ปีข้างหน้าโลกของเราก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นทะเลทรายสะฮารา

ซึ่งเป็นทะเลทรายที่มีแต่ความแห้งแล้งก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสถานที่ที่มีต้นไม้และป่าเขา กลายมาเป็นสวนสวรรค์เขตร้อนจากการที่ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องมานานหลายร้อยปี ดังนั้นมันจึงจะสามารถเปลี่ยนทะเลทรายอันแห้งแล้งมากลายเป็นป่าทึบได้ 

 

สนับสนุนโดย.    www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

ดาวฤกษ์ที่ไม่ร้อน

admin No Comments

รู้หรือไม่ว่านอกจากสิ่งที่อยู่บนโลก มันก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง  ดาวฤกษ์ที่ไม่ร้อน    ที่เราเองก็ควรจะศึกษามันเอาไว้อยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามันเป็นเรื่องราวที่จะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้เช่นเดียวกัน กับเรื่องราวที่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักในวันนี้นั้น มันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์ที่ไม่ร้อน จะเรียกว่าดาวฤกษ์หรือเปล่า

เพราะว่ามันไม่ร้อน หรือว่าจะเรียกว่าดาวเคราะห์หรือจะไม่เรียกมันว่าดาวเคราะห์ดี สรุปเราจะต้องเรียกมันว่ายังไงไปทำความรู้จักมันพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ และดาวหาง หรือว่าวัตถุต่างๆในอวกาศนั้น  เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องศึกษา และทำความรู้จักกันไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว เพราะแน่นอนว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ถึงไม่ได้จะเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของเรา แต่มันก็ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะงงว่ามันเกี่ยวข้องยังไงทั้งๆที่เราก็ไม่ได้ไปอาศัยอยู่นอกโลก

ไม่ได้ไปอาศัยอยู่บนดาวต่างๆเหล่านั้น แต่แน่นอนว่าถ้าหากคุณได้ลองศึกษาดูจริงๆ มันมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์และดาวหาสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันสามารถเชื่อมสัมพันธ์กันได้  ซึ่งเรื่องราวที่เราจะพูดถึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์ ที่ไม่ร้อนนั้นเอง 

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ดาวฤกษ์ มีอุณหภูมิที่สูงมากๆ มีอุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ราว 5,563 เซลเซียส  แต่ถามว่ามีดาวดวงหนึ่งในระบบดาวคู่ ที่อยู่ห่างจากโลก 75 ปีแสง มันเป็นดาวที่ไม่อาจเรียกว่าเป็นดาวฤกษ์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะขนาดของมันไม่ใหญ่พอ ที่จะเรียกว่าดาวฤกษ์แต่เขาใหญ่เกินไปที่จะเรียกว่าเป็นดาวเคราะห์

มันจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของดาวเคราะห์สีน้ำตาล ซึ่งความพิเศษของ  gclub เว็บตรง   ดาวดวงนี้  คือการที่มันมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียส หรือเทียบเท่าได้กับจุดเดือดของน้ำเท่านั้น  จนทำให้นักวิทยาศาสตร์มองไปถึงความเป็นไปได้  อย่างหนึ่งว่าอาจจะมีกลุ่มเมฆน้ำอยู่บนดาวดวงนี้  ก็เป็นได้นอกจากเรื่องราว ที่เราได้กล่าวไปข้างต้นเกี่ยวกับดาวฤกษ์นั้นเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆเลย    

  ที่เดียวมันมีดาวฤกษ์มากมายที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่พอที่จะเป็นดาวฤกษ์และก็ไม่ได้เล็กจนเราสามารถเรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์ ดังนั้นแล้วมันจะอยู่ในสถานะของดาวเคราะห์สีน้ำตาลนั่นเอง ซึ่ง        ดาวเคราะห์สีน้ำตาลนั้น  ก็มีมากมายหลากหลายดวง  และก็มีอยู่ในหลายๆระบบสุริยะด้วย  ซึ่งหากคุณได้ลองศึกษาดูดีๆแล้วก็มันมีนับไม่ถ้วนและแต่ละดาวเคราะห์ก็มีความแตกต่างกันออกไป 

การทำฝนหลวง เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9

admin No Comments

การทำฝนหลวง หลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9      พระทรงได้สร้างโครงการต่างๆ  มากมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ ทุกคนเพื่อไม่ให้ประชาชนของพระองค์ได้พ้นจากความยากจนกัน ประเทศไทยถือได้เป็นประเทศแห่งการเกษตร

  เพราะประชากรส่วนใหญ่นั่นทำไร่ทำนาปลูกข้าว น้ำจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีน้ำผลผลิตต่างก็คงไม่เป็นไปตามอย่างที่เราหวังกัน เพราะเป็นนี้พระองค์จึงได้สร้างโครงการที่เกี่ยวกับน้ำขึ้นมาโครงการหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “โครงการฝนหลวง”

สำหรับที่บ้านใครทำการเกษตรคงจะเข้าใจดีว่า  ทำการเกษตรโดยที่ไม่มีน้ำนั่นมันเป็นอย่างไร       ต่อให้คุณมีปุ๋ยที่ดีทำพืชโตเร็ว ออกผลเยอะๆ แต่ถ้าไม่มีน้ำปุ๋ยเหล่านั่นก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ด้วยความที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมองเห็นว่าถ้าประชาชนของพระองค์  ทำการเกษตรแล้วไม่มีน้ำหรือไม่มีฝนตกลงมาสู่พื้นดินเลยประชาชนที่ทำการเกษตร

  พระองค์เลยมีพระราชดำริให้เกิดโครงการ ที่มีชื่อว่า “โครงการฝนหลวง” ขึ้นมา สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงมีวิธีการ   ดังนี้ ในการทำฝนหลวงแต่ละครั้งจะใช้เครื่องบิน 5 ลำด้วยกัน

ขั้นตอนที่ 1. ขั้นก่อกวนหรือก่อเมฆ ขั้นตอนนี้จำทำในเวลา 9 โมงเช้า

โดยการ    ที่ให้เครื่องบินลำกลาง 2 เครื่องบินไปต้นลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อถึงตำแหน่งที่กำหนด จำทำการโปรยผงเกลือแป้ง โซเดียมคลอไรด์ ที่ระดับประมาณ 7,000 ฟุต  ขวางทิศทางลมโดยปกติในอากาศ  จะมีอะนูไอน้ำแทรกอยู่ และผงเกลือจะมีคุณสมบัติเป็นแกนดูดซับไอน้ำ 

เมื่อผงเกลือถูกโปรยไปในอากาศจะดูดซับความชื้นจากอาการและกลั่นตัวเป็นเม็ดน้ำเล็ก  จำนวนมากรวมกลุ่มกันเป็นเมฆ 

2.ขั้นเลี้ยงให้อ้วน ซึ่งจะทำในเวลาประมาณ11 โมง

รอบนี้จะใช้สารสูตรร้อน คือ ผงแคลเซียมคลอไรด์โปรยเข้าไปในกลุ่มเมฆ  ที่ระดับประมาณ 8,000 ฟุต บริเวณใต้ลมของขั้นตอนแรก แคลเซียมคลอไรด์จะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ดูดความชื้นจากอากาศ และทำให้เกิดความร้อนแล้วความร้อนที่เกิดขึ้นนี้  จะทำให้เมฆก่อตัวสูงขึ้น 

3.ขั้นตอนดารโจมตี ทำในช่วงบ่าย

จะทำด้วยหลักการแซนวิซซึ่งจะใช้ลำกลาง 2 เครื่อง เครื่องที่ 1 โปรยผงเกลือแป้งโซเดียมคลอไรด์ที่ระดับ ความสูงประมาณ10,000 ฟุต  บริเวณไหล่เมฆเหนือลม ส่วนเครื่องที่ 2 จะโปรยผงยูเรียที่บริเวณทิศฐานเมฆกลุ่มเดียวกัน

ทางใต้ลมเยืองกัน 45 องศา ผงเกลือแป้งจะทำหน้าที่ดูดซับน้ำเพิ่มขนาดเม็ดน้ำที่ไหล่เมฆให้โตขึ้นแล้วร่วงล้นลงมาที่ฐานเมฆ  ขนาดที่ผงยูเรีย  ทางเข้า ufabet    เมื่อกระทบเม็ดน้ำที่ฐานเมฆ จะละลายน้ำและดูดความร้อนทำให้อากาศที่ฐานเมฆเย็นลง จึงทำให้ฝนเริ่มตกลงสู่เป้าหมาย