Cambrian Explosion  การอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งแรกของโลก ที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้

Cambrian Explosion  การอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งแรกของโลก ที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้

admin No Comments

           เมื่อมีการพูดถึงคำศัพท์ที่ว่า Cambrian Explosion  หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือการพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของการระเบิดของดาวหางครั้งใหญ่แต่อันที่จริงแล้วในบทความนี้เราจะมีการพูดถึงเรื่องของการเกิดหรือการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

เมื่อพูดถึงเรื่องของการเกิดสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ทางนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าในสมัยเมื่อหลายล้านปีมาแล้วนั้นมนุษย์ยังไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอันดับแรกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้แต่สิ่งมีชีวิตอันดับแรกที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้นั้นกลับกลายเป็นแบคทีเรียชนิดต่างๆนั้นเอง 

        อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อช่วงประมาณ 540 ล้านปีก่อนอยู่ๆลูกก็มีการเปลี่ยนแปลงและสิ่งมีชีวิตก็มีการอุบัติขึ้น

เป็นการวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตแบบก้าวกระโดดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่เคยดำรงชีวิตอยู่ในสมัยยุคโบราณมาการมาก่อนหน้านั้นมันได้มีการวิวัฒนาการโดยตัวของมันเองและเป็นการวิวัฒนาการแบบซับซ้อนจนกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อน

ซึ่งความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตนั้นก็คือการที่มันเริ่มมีอวัยวะเพิ่มขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นหูหรือแม้แต่ตา ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเริ่มวิวัฒนาการมีอวัยวะต่างๆเริ่มมากขึ้นจนกลายมาเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เราเห็นกันในตำราหรือแม้แต่ปลาพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำซากฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์มาแสดงให้ดูนั่นเอง

           อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตหรือการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งแรกของโลกนั้นมันเกิดมาจากอะไรอะไรเป็นตัวเร่งวิวัฒนาการให้สิ่งมีชีวิตนั้นมีการพัฒนาการอวัยวะมาใช้และการแปลเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนมนุษย์

ในปัจจุบันนี้แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบได้เช่นเดิมซึ่งยังไม่มีหลักฐานอะไรที่สามารถมายืนยันได้ว่าการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตครั้งแรกของโลกนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรนักวิทยาศาสตร์ทำได้ก็เพียงเป็นการสมมติฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่พอที่จะสามารถอธิบายสาเหตุของการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตได้นั้นเอง 

            อย่างไรก็ตามสมมติฐานที่นักวิทยาศาสตร์ได้มีการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเรื่องของการอุบัติขึ้นของสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการอวัยวะต่างๆของสิ่งมีชีวิตนั้นมีการตั้งสมมติฐานว่ามันน่าจะเกิดมาจากเรื่องที่ระดับของออกซิเจนมีความพอดีกับการใช้ชีวิตทำให้แบคทีเรียต่างๆ

มีวิวัฒนาการและพัฒนาตัวของมันเองหรือแม้แต่ปัจจัยอื่นๆ เช่นการที่โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นสามารถวิวัฒนาการตัวของมันเองเพื่อปรับสภาพให้สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามการที่สิ่งมีชีวิตจะมีชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้นั้นก็ย่อมจะต้องอาศัยหลายปัจจัยรวมกันเพื่อให้มันดำรงอยู่ได้อย่างแน่นอน

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย   ufabet

ที่มาของผีพุ่งใต้หรือแสงดาวตก 

admin No Comments

           เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีโอกาสเห็นดาวตก  หรือบางครั้งที่มีตกเป็นจำนวนมากเราเรียกว่าฝนดาวตกหรือคนสมัยโบราณเรียกกรณีที่ดาวตกลงมาจากฟากฟ้าว่าผีพุ่งใต้

ซึ่งคนสมัยโบราณเชื่อว่าเหตุการณ์ผีพุ่งใต้ก็คือเหตุการณ์ที่จะมีคนมาเกิด อย่างไรก็ตามความเชื่อหลายคนนั้นแตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่และตามแต่ละความศรัทธา

ดังนั้นบางคนที่เห็นดาวตกหรือแม้แต่ฝนดาวตกก็ตามก็มักจะมีการตั้งจิตอธิษฐานโดยมีการเชื่อมั่นว่าถ้าหากว่ามีความศรัทธาอย่างแรงกล้าเวลาที่ตั้งจิตอธิษฐานในช่วงที่ดาวตกหรือฝนดาวตกลงมานั้น คำขอที่เคยขอไปนี้ก็จะเป็นจริง

            ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะเข้าใจแล้วว่าการตั้งจิตอธิษฐานกับแสงดาวตกหรือว่าฝนดาวตกนั้นไม่มีทางเป็นจริงไปได้เพราะการที่ฝนดาวตกหรือแสงดาวตกมานั้นมันเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ

แต่หลายคนก็ยังคงมองว่าการตั้งจิตอธิษฐานกับกลุ่มฝนดาวตกหรือแสงดาวตกนั้นมันเป็นความโรแมนติกอย่างหนึ่งทำให้ปัจจุบันนี้ยังคงเห็นคนมีการตั้งจิตอธิษฐานกับฝนดาวตกเป็นอยู่

          อย่างไรก็ตามหากมีการพูดถึงรูปแบบของดวงดาวที่ตกลงมาหรือที่เราเรียกกันว่าผีพุ่งใต้นั้น ในความเป็นจริงแล้วแสงที่ร่วงลงมานั้นมันไม่ได้เกิดมาจากการที่ดาวร่วงลงมา

 

แต่มันเกิดมาจากอุกกาบาตซึ่งเป็นก้อนหินหรือก้อนโลหะอวกาศที่ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกขณะวัตถุนี้พุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงมากส่งผลให้อากาศเบื้องหน้าที่ปะทะกับอุกกาบาตจะถูกกว่าด้วยคลื่นสั่นสะเทือนเกิดการลุกไหม้ทำให้ผิวชั้นนอกของอุกกาบาตร้อนขึ้นจนลุกเป็นไฟและหลอมละลายไปในที่สุด

          ที่มาของผีพุ่งใต้หรือแสงดาวตก   แก๊สที่ลุกโพงและวัตถุที่หลอมละลายจะถูกเหวี่ยงออกจากอุกกาบาตในระหว่างนี้ทำให้มองเห็นเป็นลูกไฟพุ่งผ่านไปในท้องฟ้าทั้งนี้โดยข้อเท็จจริงแล้วบนท้องฟ้ามีดาวตกเกิดขึ้นนับพันทุกวันแต่มักมีขนาดเล็กมากสังเกตไม่เห็นหรือไม่ก็ลุกไหม้จนหมดไปก่อนจะมาถึงโลกบำรุงซึ่งมีขนาดใหญ่มากแต่เดิมหรือประกอบด้วยโลหะก็จะมา

      บางดวงที่มีขนาดใหญ่มากแต่เดิมหรือประกอบด้วยโลหะก็จะไม่เผาไหม้จนหมดขณะขึ้นลงมาก็จะคงเหลือแกนกลางที่เรียกว่าลูกอุกกาบาตซึ่งพวกมันจะกระทบพื้นโลกด้วยแรงมหาศาลจนอุกกาบาตซึ่งเป็นก้อนนิกเกิลและเหล็กขนาดมโหฬารนั้นคงต้องลุกไหม้เป็นลูกไฟดวงมหึมาก็จะตกลงมาฝังตัวอยู่ในก้นอุกาบาต

ดังนั้นโดยรวมแล้วทุกวันนี้โลกมนุษย์ของเราก็กำลังเผชิญอยู่กับอุกกาบาตอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ว่าเป็นชิ้นส่วนเล็กๆไม่ก่อให้เกิดอันตรายขณะที่หากเป็นอุกกาบาตก้อนยักษ์ยังอาจต้องใช้เวลาอีกราว 33 ล้านปีถึงจะเกิดขึ้นจึงหวังว่ากว่าจะถึงวันนั้นแผนสำหรับป้องโลกของนาซ่าก็คงจะเสร็จพร้อมรับมือ

 

สนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet มือ ถือ

พลังจิตใต้สำนึก หรือพลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์

admin No Comments

พลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวของมนุษย์ เป็นเรื่องจริงที่มนุษย์เรามีพลังวิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง ผู้คนมากมายได้ใช้พลังนี้ โดยบางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำนั่นก็คือพลังจิตใต้สำนึก หรือจิตใต้สำนึก ก่อนที่จะรู้จักพลังจิตใต้สำนึก เรามาทำความรู้จักกับจิตหรือจิตวิญญาณกันก่อน

 จิตวิญญาณของเรานั้นซับซ้อนยากนักที่จะเข้าใจ เราไม่รู้มาก่อนว่าจากเดิมแล้ว จิตวิญญาณของเรานั้นมาจากไหนก่อนที่จะมาเกิดบนโลกใบนี้ ความทรงจำจากเดิมนั้น ได้หายไปหมด ไม่เหลือแม่แต่เสี่ยวเดียว เมื่อเราได้เกิดมาจิตก็จะมาประทับอยู่ในกายหยาบของเรา เมื่อทุกอย่างมาเชื่อมต่อกัน  ทางเข้า gclub มือถือ   ทำไห้จิตสั่งการผ่านสมองมีกระบวนการความคิด และอีกมากมาย 

จิตคือพลังงานที่รับรู้ได้ซึ่งกันและกัน

อย่างเช่นโทรจิต เป็นการสื่อสารทางจิตไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันขนาดไหน ก็สามารถเชื่อมต่อสัมผัสสื่อสารกันได้ด้วยจิต ในบางครั้งเราได้พบเจอผู้คน ที่กำลังมีอารมเศร้า แค่เรามองโดยไม่ต้องมีใครมาอธิบาย หรือบอกอะไร เรา ก็สามารถรับรู้ได้ว่าคนๆนี้ กำลังรู้สึกเศร้า นั่นหมายความว่าสัมผัสรับรู้ความรู้สึกทางจิต โดยจิตของคุณได้ไปรับพลังงานที่อีกฝ่ายปล่อยออกมา

จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึกนั้นเป็นพลังงานที่สงบไร้ตัวตน อยู่ก้นบึ้งลึกสุดอย่างสงบภายใต้จิตใจของเรา แต่จิตใต้สำนึกนั้นมีพลังงานวิเศษ ที่จะทำไห้คนประสบความสำเร็จได้อย่างเหลือเชื่อ มันจะค่อยจดจำความคิดซ้ำซาก ที่บุคลนั้นได้คิดทุกวันๆ กระบวนการทางจิตจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท จิตสำนึกเรามักจะใช้จิตสำนึกในชีวิตประจำวัน ในการใช้ความรู้ การกระทำ คำพูด พฤติกรรมบางอย่าง ที่เราสามารถควบคุมได้

จิตใต้สำนึก จะทำหน้าที่จดจำข้อมูลการใช้ชีวิต เรื่องราวประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อ ความรู้สึก ทั้งที่เราจำได้และจำไม่ได้ ทั้งตอนที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แล้วจิตสำนึกก็จะสั่งการพลังงานออกมาเป็นอุปนิสัย พฤติกรรมของเรา ความเชื่อ การกระทำ ในขณะที่เราไม่รู้ตัว 

นอกจากนี้ จิตใต้สำนึก ยังเป็นตัวที่ควบคุมการทำงานของระบบประสาทฮอร์โมน ระบบกล้ามเนื้อ สมองจิตประสาท และระบบอวัยวะภายในของคนเราอยู่ลึก ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว การที่เราได้ทำสิ่งใหม่ๆมีประสบการแปลกใหม่ แล้วรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ไม่สบายใจ เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวจิตใต้สำนึกจะพยามทำไห้คุณกลับไปไห้รู้สึกสบาย

ในทุกครั้งที่ต้องพบเจอสิ่งแปลกใหม่ เรื่องจากการทำสิ่งใหม่ๆมีประสบการที่แปลกใหม่จะส่งผลกระทบรูปแบบชีวิตของเรา เพราะจิตใต้สำนึกจะจดจำสิ่งที่เราทำซึ่งหมายถึงทุกอย่างที่เราทำประจำ แต่เรื่องดังกล่าวคุณอาจกังวลว่าจะทำมันได้ไม่ดีมากนัก เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ให้กับชีวิตของคุณได้เลย ดังนั้น คุณต้องพยายามที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อขยายขอบเขตจุดที่คุณรู้สึก

ภูเขาใต้แอนตาร์กติกา ปริศนาที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ 

admin No Comments

 

ภูเขาใต้แอนตาร์กติกา เมื่อพูดถึงแอนตาร์กติกาเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกันมากนักนอกจากคนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของแผนที่ภูมิศาสตร์

ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าแอนตาร์กติกาในก็คือทวีป ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายทวีปที่มีอยู่ทั่วโลกอยู่ในตอนนี้สำหรับทวีปอเมริกาเหนือเป็นทวีปที่ห่างไกลจากผู้คนห่างไกลจากความสนใจทำให้เราไม่ค่อยรู้จักกันมากนักเพราะคนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกับทวีปเอเชียและทวีปแอฟริการวมถึงทวีปอเมริกาเป็นต้น 

          ยังไงก็ตามสำหรับหลายคนที่มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทวีปแผนภูมิประเทศต่างๆรวมถึงนักวิทยาศาสตร์นั้นต่างก็มีการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของแอนตาร์กติกากันซึ่งหลายคนที่เคยศึกษาหาข้อมูลก็มีความเชื่อต่างๆกันออกไป

โดยความเชื่อส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าภายใต้พื้นน้ำแข็งในเขตแอนตาร์กติกานั้นมีความลับ ซ่อนอยู่  บางคนเชื่อว่าเนื่องจากว่าแอนตาร์กติกาน้ำเป็นพื้นที่ห่างไกลที่คนไม่ค่อยนิยมเดินทางไปกันจึงทำให้ที่นี่นั้นอาจจะกลายเป็นฐานลับของมนุษย์ต่างดาว

ซึ่งอยู่ภายใต้น้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาก็เป็นไปได้ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์บางคนก็มีแนวความคิดว่าภายใต้พื้นน้ำแข็งของแอนตาร์กติกานั้นจะเป็นพื้นที่กลวงสามารถเดินทางทะลุไปยังแก่นกลางของโลกก็เป็นไปได้ 

 

           อย่างไรก็ตามสิ่งที่พูดมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้นแต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถรู้ได้ว่าภายใต้ แอนตาร์กติกาภายใต้น้ำแข็งมีอะไรซ่อนอยู่ซึ่งยังคงปริศนาให้กับนักวิทยาศาสตร์ได้สนใจที่จะเข้าไปศึกษาหาความรู้  แล้วก็ตามนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าภายใต้เทือกเขาอันกว้างใหญ่

ซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่นั้น น่าจะมีเทือกเขาซุกซ่อนอยู่ซึ่งพวกเขาที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งของแอนตาร์กติกา นั้นมีชื่อเรียกว่า Gamburtsev Mountain โดยเชื่อว่าเทือกเขานี้น่าจะมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลเมตรนอกจากนี้ยังมีความกว้างถึง 1,200 กิโลเมตรเลยทีเดียว 

          อย่างไรก็ตามด้วยความสนใจของนักวิทยาศาสตร์จึงได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มีการส่องเข้าไปภายใต้พื้นผิวน้ำแข็ง  ทางเข้า Ufabet มือถือ  เพื่อดูถูกเขาดังกล่าวซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังคงสงสัยว่าชั่วคราวนี้มันก่อก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไรและมันทำยังไงมันถึงจะสามารถดึงคงสภาพเดิมเอาไว้ได้

เพราะอันที่จริงแล้วเทือกเขาดังกล่าวนั้นน่าจะถูกกัดเซาะไปตามกาลเวลาเนื่องจากว่ามีน้ำแข็งปกคลุมอยู่และนอกจากนี้ เทือกเขาที่อยู่ภายใต้พื้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไป เพราะน่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากทางธรณีวิทยาเช่นการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามนอกจากเทือกเขานี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาเป็นระยะเวลานานหลายพันปีแล้วเรื่องพื้นที่ดังกล่าวนี้ยังมีความผันผวนของแรงโน้มถ่วงอีกด้วย

จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างก็พากันสงสัยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์มองว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงสภาพเอาไว้ได้ก็เพราะว่าเธอเขานี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในยุคที่ยังไม่มีน้ำแข็งปกคลุมและมันถูกน้ำแข็งปกคลุมในภายหลังซึ่งน้ำแข็งเป็นตัวที่ควบคุมไม่ให้รูปแบบของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานั้นเอง 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดวงจันทร์

admin No Comments

     เมื่อเรามองไปบนท้องฟ้าเราจะเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่โตมากซึ่งหลายคนนั้นเข้าใจว่าดวงจันทร์นั้นอยู่ใกล้โลกมาก

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วดวงจันทร์กับโลกนั้นห่างกัน โดยนักวิทยาศาสตร์ได้เคยมีการเข้าไปสำรวจและพบว่าในครั้งแรกที่มีการสำรวจพบว่าดวงจันทร์กับโลกนั้นห่างกันอยู่ที่ประมาณ 14000 ไมล์

        อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาเปลี่ยนไปจะเห็นได้ว่าดวงจันทร์กับโลกนั้นมีการหมุนห่างกันออกไปเรื่อยๆซึ่งจากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบว่าในทุกๆปีนั้นโลกกับพระจันทร์จะห่างกันประมาณ 3.8 cm

ซึ่งทำให้ล่าสุดนั้นผลการสำรวจพบว่าจากเดิมที่พบว่าห่างกันเพียงแค่ 14,000ไมล์ แต่ปัจจุบันนั้นห่างกัน 520,000 ไมล์แล้ว

และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆโลกกับพระจันทร์ก็จะยิ่งห่างกันออกไปเรื่อยๆนั่นเอง และเมื่อเป็นเช่นนี้นักวิทยาศาสตร์ก็คำนวณแล้วว่าอีกช่วงประมาณ 600 ล้านปีนั้นจะทำให้เราแทบมองไม่เห็นดวงจันทร์และที่สำคัญเราจะมองไม่เห็นการเกิดจันทรุปราคาอีกต่อไปนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้จักปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงกันมาบ้างแล้วและก็เคยศึกษากันมาบ้างแล้วว่าการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงนั้นเกิดจากการแรงดึงดูดของดวงจันทร์

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดวงจันทร์ เนื่องจากว่าแรงดึงดูดของดวงจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อการขึ้นลงของน้ำในมหาสมุทร ซึ่งจะสังเกตได้ว่าน้ำนั้นจะขึ้นสูงสุดในวันที่พระจันทร์เต็มดวง

        นอกจากนี้ถ้าหากว่ามีการพูดถึงเรื่องของอุณหภูมิบนดวงจันทร์แล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิบนดวงจันทร์นั้นมีความผันผวนเป็นอย่างมากซึ่งทำให้เรานั้นไม่สามารถไปอาศัยบนดวงจันทร์ได้นั่นเองจากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบว่าบริเวณพื้นที่ที่ใกล้เส้นสูงสุดของดวงจันทร์นั้นอุณหภูมิบนดวงจันทร์จะมีการเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าโลกถึง 279 องศาฟาเรนไฮน์หรือประมาณติดลบ 173 องศาเซลเซียส

ซึ่งเป็นอุณหภูมิบนดวงจันทร์ในช่วงเวลากลางคืนแต่ถ้าเป็นอุณหภูมิบนดวงจันทร์ในช่วงเวลาบ่ายภูมิกับอยู่ที่ 260 องศาฟาเรนไฮน์หรือ 127 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะเห็นได้ว่าเวลากลางวันและเวลากลางคืนนั้นอุณหภูมิมีความผันผวนเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

        นอกจากนี้ถ้าหากเปรียบเทียบดวงจันทร์กับโลกในระยะเวลา 1 วันเท่ากันแล้วจากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบว่า 29 วันบนโลกเท่ากับ 1 วันบนดวงจันทร์ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าดวงอาทิตย์ใช้เวลานานมากกว่าจะข้ามผ่านท้องฟ้าของดวงจันทร์ 

        ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเรื่องราวความรักของดวงจันทร์นั้นมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดซึ่งเราคงต้องค่อยๆศึกษาค้นคว้ากันต่อไป เชื่อว่าไม่มีเรื่องไหน ที่นักวิทยาศาสตร์จะหาคำตอบไม่ได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยเท่านั้นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนจาก    ufabet

ดวงอาทิตย์ ถือว่าเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ทุกวัน

admin No Comments

     ดวงอาทิตย์  สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงดวงอาทิตย์ ซึ่งดวงอาทิตย์นั้นถือว่าเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ทุกวันในช่วงเวลากลางวันลักษณะของดวงอาทิตย์นั้นก็เหมือนกับลูกบอลพร้อมมีความกลม

แต่ดวงอาทิตย์นั้นมีขนาดที่ใหญ่มากในขณะเดียวกันก็มีข้อให้กับลูกไฟที่ลุกโชนสว่างกล้าสร้างความร้อนอบอ้าวให้กับคนที่อยู่เบื้องล่างอย่างมนุษย์เราอย่างไรก็ตามดวงอาทิตย์นั้นมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญด้วยกัน

นั่นก็คือแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งองค์ประกอบหลักทั้งสองสิ่งนี้เองที่มีส่วนสำคัญที่ให้เกิดความร้อนที่สูงมากๆนั่นเอง

      ยังไงก็ตามในทุกๆวันที่เราตื่นเช้าขึ้นมาเราจะเห็นว่าดวงอาทิตย์จะค่อยๆขึ้นและให้แสงสว่างกับเราซึ่งดวงอาทิตย์นี้มีการส่องสว่างมานานเกือบ 5 พันล้านปีมาแล้ว

และแสงอาทิตย์ก็จะยังคงส่งต่อไปอีกเรื่อยๆอย่างยาวนานซึ่งมีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างกับเราไปนับอีก 5000 ล้านปีเลยทีเดียว 

     

ดวงอาทิตย์นั้นมีแรงดึงดูดที่มากมายมหาศาลสามารถดูสิ่งต่างๆเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้ปริมาณของดวงอาทิตย์นั้นมีมากกว่าโลกเป็นล้านเท่าในขณะเดียวกันก็มีมวลมากกว่า ระบบสุริยะละ 99 ซึ่งส่งผลทำให้ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์ต่างๆที่โคจรมาอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ต่างก็จะถูกดึงดูดเข้าไปในดวงอาทิตย์

       อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ดวงว่าดวงอาทิตย์นั้นคือแหล่งกำเนิดของพลังงานที่ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนกลางของดวงอาทิตย์ที่ลึกลงไปนั้นมีอุณหภูมิความร้อนถึง 15 ล้านองศาเซลเซียสเลยทีเดียวซึ่งอุณหภูมิความร้อนนี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่สามารถที่จะทำการเปลี่ยนสสาร 4 ล้านตันให้เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ได้โดยการเปลี่ยนนี้จะเกิดขึ้นทุกๆวินาทีเลยทีเดียว 

      สำหรับสสารที่ถูกเปลี่ยนมาเป็นพลังงานบริสุทธิ์ทุกๆวินาทีนั้นจะถูกนำพลังงานดังกล่าวนี้พ่นออกมายังผิวของดวงอาทิตย์ซึ่ง    ีดฟิำะ   จะสะท้อนให้เราเห็นในรูปแบบของรังสีและแสงต่างๆอย่างที่เราสามารถมองเห็นสีส้มอมแดงของดวงอาทิตย์ได้นั่นเองนั่นคือสสารมีการปล่อยออกมาจากแกนกลางของดวงอาทิตย์ 

       อย่างไรก็ตามดวงอาทิตย์ไม่ได้มีแค่แสงและรังสีเท่านั้นแต่ดวงอาทิตย์ยังคงมีจุดมืดซึ่งบางครั้งเราจะสามารถมองเห็นได้จุดมืดดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากว่าผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิประมาณ 2,000 เซลเซียสซึ่งเป็นจุดที่อุณหภูมิเย็นมากกว่าจุดอื่นๆดังนั้นบริเวณดังกล่าวจึงจะค่อนข้างมืด  อย่างไรก็ตามจุดมืดนี้เราไม่ได้เห็นอยู่บ่อยครั้งนัก  ซึ่งทางตอนไหนที่ดวงอาทิตย์มีจุดมืดเมื่อไหร่จะมืดดังกล่าวนั้นจะปรากฏให้เราเห็นได้เพียงแค่ประมาณ 2-3 สัปดาห์เพียงเท่านั้น 

ปรากฏการณ์ทะเลโฟม 

admin No Comments

           เชื่อว่าเมื่อพูดถึงทะเลโฟมหลายคนอาจจะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจัดปาร์ตี้และมีการนำโฟมมาฉีดเล่นกันในงานปาร์ตี้นั้นแต่อันที่จริงถ้าเลยโฟมที่เรากำลังพูดถึงนี้คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเอง

ตามธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเล  ถ้าหากพูดถึงปรากฏการณ์ทะเลโฟมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเชื่อว่าหลายคนอาจจะนึกไม่ออก  เพราะอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินหรือไม่ค่อยเห็นเหตุการณ์แบบนี้กันสักเท่าไหร่นัก

         อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ทะเลโฟมนั้นเกิดขึ้นจริงและขณะของทะเลโฟมนั้นก็จะเป็นลักษณะเหมือนกับทะเลคาปูชิโน่ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงพอจะนึกภาพกาแฟคาปูชิโน่ออกที่มันจะมีฟองขึ้นด้านบนของแก้วกาแฟคาปูชิโน่นั้นเอง 

สำหรับปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทางทะเลซึ่งลักษณะของทะเลโฟมนั้นมันเป็นการลักษณะของคลื่นที่ซัดเอาโฟมเข้ามาแถวบริเวณชายฝั่งด้วยจำนวนโฟมที่มากมายมหาศาล

ปรากฏการณ์ทะเลโฟม  ซึ่งเมื่อหลายคนที่ได้เห็นทะเลโฟมไม่ได้เกิดความหวาดกลัวแต่เขารู้สึกว่ามันคือสถานที่ที่สามารถจัดงานปาร์ตี้ได้ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าจะมีผู้คนที่ได้เห็นปรากฏการณ์ทะเลโฟมลงไปเล่นทะเลโฟมกันอย่างคับคลั่งกันเลยทีเดียว 

          อย่างไรก็ตามถ้าหากใครนึกถึงปรากฏการณ์ทะเลโฟมไม่ออกว่ามันมีลักษณะแบบไหนถ้าหากนึกถึงกาแฟคาปูชิโน่แล้วยังนึกถึงภาพได้มาชัดเจนแนะนำว่าคุณลองนึกถึงภาพว่าคุณมีการซักผ้าโดยใช้ผงซักฟอกเยอะมากจนเกินไปจนเกิดฟองขึ้นเต็มกะละมังซักผ้าของคุณนอกจากนี้ลองของผงซักผ้าที่เป็นกะละมังนั้นยังเป็นสีขุ่นรอดูสกปรกเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

        อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าผู้คนจะสนุกสนานกับการเล่นทะเลโฟมแต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทะเลโฟมนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อย่างไรก็ตามจากการที่นักวิทยาศาสตร์ได้มีการเข้ามาวิเคราะห์เกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์ทะเลโฟมนั้นเชื่อว่ามันมีปัจจัยที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายอย่าง

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้มันจะเกิดขึ้นมาจากการสะสมขยะในท้องทะเลหรือแม้แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดภาวะโลกร้อนอุณหภูมิในท้องทะเลนั้นสูงขึ้น  หรือมีทั้งทะเลมีเกลือเป็นจำนวนมากเกินไปนอกจากนี้อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับคลื่นลมแรงที่ตีน้ำให้กลายเป็นฟองได้ 

          นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์กันว่าแท้ที่จริงแล้วปรากฏการณ์ทะเลโฟมนั้น  สล็อต เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์   น่าจะเกิดจากการที่ในท้องทะเลมีขยะมากเกินไปและขยะก็มีการผสมเข้ากับเกลือในทะเล หลังจากนั้นก็กลายเป็นฟองในน้ำอุ่นอุ่น หลังจากนั้นฟองต่างต่างเหล่านี้ก็ถูกคลื่นและลมพัดเข้ามาที่บริเวณชายฝั่ง 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าผู้คนจะยังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าปรากฏการณ์ทะเลโฟมนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรแต่เมื่อใดก็ตามที่มีปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นผู้คนต่างก็ชื่นชอบเพราะการเล่นทะเลโฟมนั้นมันค่อนข้างสนุกสนานมากนั่นเอง 

รู้หรือไม่มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นน้ำไม่ได้ไหลมารวมกัน

admin No Comments

         รู้หรือไม่มหาสมุทรแอตแลนติก ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำแต่มันก็มีความแตกต่างกันมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิกมีความหนาแน่นและลักษณะทางเคมีที่แตกต่างกันเช่นระดับความเค็มและคุณภาพอื่นๆ

จะเห็นได้ชัดว่าฝั่งนึงมีสีที่แตกต่างอย่างชัดเจนและเขตแดนที่กั้นระหว่างสองมหาสมุทรออกจากการด้วยลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่ต่างกันเรียกว่า โอนเชียน ไคลน์  

           แฮโล ไคลน์  คือพรมแดนระหว่างน้ำที่ระดับความเค็มต่างกัน  มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดและนี่คือสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นจุดบรรจบกันระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก  นักสำรวจชื่อดัง  ฌาคส์ กุสโต ค้นพบสิ่งนี้ในขณะที่เขากำลังดำน้ำลึกอยู่ในช่องแคบยิบรอลต้า ชั้นของน้ำที่มีความเค็มต่างกันจึงจะถูกแบ่งด้วยฟิล์มใสและแต่ละชั้นก็มีพืชและสัตว์อาศัยอยู่เป็นของตัวเอง 

         แฮโล ไคลน์   เกิดขึ้นเมื่อน้ำในมหาสมุทร  โดยทะเลมีความเข้มอย่างน้อยมากกว่า 5 เท่าของน้ำในอีกด้านนึง  คุณสามารถทดลองสร้าง แฮโล ไคลน์  ได้ที่บ้านโดยการเทน้ำทะเลหรือน้ำเกลือผสมสีลงในแก้วจากนั้นเติมน้ำจืดตามลงไปแต่ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ แฮโล ไคลน์  ของคุณจะเกิดขึ้นในแนวนอน แต่ในมหาสมุทรมันเกิดขึ้นในแนวตั้ง

         ถ้าหากจำหลักฟิสิกส์พื้นฐานได้คุณอาจจะเถียงว่าของเหลวที่มีความหนาแน่นมากกว่าจะอยู่ใต้ของเหลวที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า หากนั้นเป็นความจริงเหตุการณ์ระหว่างมหาสมุทรทั้งสองไม่น่าจะมีลักษณะเป็นแนวตั้งเป็นแนวนอนและความแตกต่างระหว่างความเค็มของพวกมันยิ่งน้อยลงเท่าไหร่มันก็จะไหลมารวมกันมากเท่านั้น แล้วทำไมมันถึงได้เป็นแบบนั้น  

         ประการแรกความแตกต่างของความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทรทั้งสองนั้นไม่ได้ชัดเจนจนทำให้ฝ่ายนึงจมอยู่ข้างใต้และ ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรออยู่ข้างบนแต่ก็ยังไม่ถึงกับทำให้พวกมันผสมรวมกัน  ส่วนประการที่สองคือแรงเฉื่อย  หนึ่งได้รับเฉื่อยที่รู้จักกันในชื่อแรงคอริออลิสคือแรงที่มีอิทธิพลต่อวัตถุ

เมื่อพวกมันเคลื่อนที่ในระบบของแกนกลางซึ่งในทางกลับกันเองก็เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน  พูดง่ายๆก็คือโลกของเรากำลังหมุนเพราะว่าทุกอย่างบนโลกก็จะถูกแรงโคริโอลิสเบี่ยงเบนไปจากทิศทางของมัน ผลที่ตามมาคือวัตถุบนพื้นผิวโลกจะไม่ได้เคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้า

      ในซีกโลกเหนือมันจะถูกเปลี่ยนเป็นไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้  แต่โลกกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆมันใช้เวลาทั้งวันในการหมุนรอบแกนตัวเองนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบจาก คอริออลิส  เราจะสามารถเห็นได้ชัดในช่วงเวลาที่ยาวนานเท่านั้นเช่นเมื่อมีพายุไซโคลนหรือทางมหาสมุทรนี่เป็นเหตุให้ทิศทางของการไหลของมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิกและแตกต่างกันดังนั้นมันจึงไม่ไหลมารวมกัน

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    ufabet

ลักษณะของดวงดาว

admin No Comments

     เมื่อเราแหงนมองไปบนท้องฟ้าจะเห็นได้ว่า ดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้านั้นส่องประกายระยิบระยับแพรวพราวดูแล้วงดงามจับตาเป็นยิ่งนักแต่คุณรู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วท้องฟ้าที่เราเห็นอยู่นั้นว่ามีความสวยงามเมื่อเรามองในระยะใกล้ภาพความสวยงามนั้นจะแตกต่างจากที่เราเห็นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

ดาวเคราะห์หรือดวงดาวแต่ละดวงนั้นจะมีลักษณะเฉพาะที่มีความแตกต่างกันออกไปดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงลักษณะของดวงดาวหรือดาวเคราะห์ต่างๆว่ามีลักษณะเป็นแบบใดบ้าง

    ลักษณะของดวงดาว สำหรับกลุ่มดาวเคราะห์น้อยนั้น จะมีปริมาณมากมายมหาศาลมีปริมาณนับล้านดวงเลยทีเดียวซึ่งดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นดวงดาวที่เป็นวงโคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์ลักษณะก็จะคล้ายกับก้อนหินดาวเคราะห์น้อยส่วนมากที่เรามองเห็นนั้นจะอยู่ระหว่างดาวพฤหัสบดีและดาวอังคาร

อย่างไรก็ตามยังคงมีดาวเคราะห์น้อยบางส่วนที่มีวงโคจรที่อยู่ใกล้กับโลกซึ่งกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ในวงโคจรที่อยู่ใกล้กับโลกนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างก็พากันหวาดกลัวว่าจะส่งผลอันตรายต่อโลกได้ถ้าหากว่าถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้าไปชนกับโรคก็อาจจะทำให้โลกของเรานั้นแตกได้นั่นเอง 

  •         ดาวหาง  นักวิทยาศาสตร์

ใดมีการพบว่าลักษณะของดาวหางนั้นจะเป็นก้อน น้ำแข็งแต่ดาวหางนั้นจะเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาซึ่งดาวหางนั้นเคลื่อนตัวมาจากระบบสุริยะเมื่อมันมาใกล้กับดวงอาทิตย์ซึ่งมีความร้อนแรงจะทำให้ก้อนน้ำแข็งนั้นเกิดการ ระเหยโดยลักษณะของการระเหยนี้เองที่ทำให้เวลาที่เรามองดูดาวหางจะเห็นลักษณะของดวงดาวดวงนั้นมีหางซึ่งเกิดจากที่ก้อนน้ำแข็งนั้นละลายเกิดเป็นแสงสว่างเป็นทางคล้ายกับหางนั่นเอง

  •       ดาวเคราะห์แคระ 

สำหรับดาวเคราะห์ชนิดนี้เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักนอกจากนี้และโน้มถ่วงของมันก็มีน้อยมากไม่พอที่จะสามารถดึงดูดสิ่งต่างๆให้มาโคจรรอบตัวของมันได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุขนาดใหญ่อย่างไรก็ตามสำหรับดาวเคราะห์แคระนั้นเป็นการเกิดขึ้นมาจากการดึงวัตถุขนาดใหญ่มากๆมารวมตัวกันทำให้เกิดเป็นทรงกลมซึ่งดาวเคราะห์แคระนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากแต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าในระบบสุริยะจักรวาลนี้มีดาวเคราะห์แคระทั้งหมดกี่ล้านดวงด้วยกัน 

  •        ดวงจันทร์ 

สำหรับดวงจันทร์นั้นถือว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งดาวเคราะห์ดวงนี้นั้นเป็นบริวารที่อยู่ในวงโคจรของระบบสุริยะ ดวงจันทร์นั้นจะเป็นดาวที่หมุนรอบดาวเคราะห์โดยวิธีการหมุนนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์เป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ได้มีการตรวจสอบพบว่าในระบบสุริยะจักรวาลที่เห็นอยู่ในตอนนี้นั้นมีดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้นแต่ มีมากถึง 19 ดวงด้วยกันและบางดวงนั้นก็มีขนาดใหญ่มากกว่าดาวพุธด้วยซ้ำไป 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

โครงสร้างของระบบสุริยะ

admin No Comments

       อย่างที่เรารู้กันดีว่าระบบสุริยะนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากๆและเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าขอบเขตของระบบสุริยะนั้นอยู่ตรงบริเวณจุดไหนซึ่งเป็นขอบเขตที่นักวิทยาศาสตร์เองก็เคยไปสำรวจมาแล้วแต่ก็ไม่สามารถระบุขอบเขตที่ชัดเจนได้ดังนั้นเราจึงวัดระยะทางด้วยหน่วยวัดทั่วไปจากกิโลเมตรภายในระบบสุริยะไม่ได้นั่นเอง

       ยังไงก็ตามถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถวัดระยะทางของในระบบสุริยะได้ว่ามีขอบเขตถึงจากจุดไหนไปยังจุดไหนแต่ในทางดาราศาสตร์นั้นก็มีการตั้งหน่วยวัดระบบสุริยะเป็น AU ซึ่ง 1 AU   นั้นเทียบเท่ากับระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์นั่นเอง 

    สำหรับโครงสร้างในระบบสุริยะนั้นจะประกอบไปด้วยระบบสุริยะชั้นในซึ่งในส่วนนี้จะมีดาวเคราะห์ทั้งหมด 4 ดวงด้วยกันซึ่งดาวเคราะห์ทั้ง 4 ดวงนี้จะโคจรอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุดและเป็นดาวเคราะห์ที่เราเคยได้ยินและคุ้นหูเนื่องจากว่าดาวเคราะห์ทั้ง 4 ดวงนั้นก็ได้แก่ดาวพุธรวมถึงดาวศุกร์และโลกและดาวอังคารนั่นเอง   

  อย่างไรก็ตามจากดาวอังคารมาก็จะมีแถบของดาวเคราะห์น้อยซึ่งบริเวณนี้จะกินพื้นที่ออกไปจนเกือบถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดีเลยทีเดียวซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้โดยวงโคจรนั้นจะเป็นสีส้มและระยะทางภายในระบบสุริยะชั้นในนี้จะมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 5 AU

       โครงสร้างของระบบสุริยะ จากระบบสุริยะชั้นในก็กลายมาเป็นสุริยะชั้นนอกซึ่งจะเริ่มต้นของจุฬาชั้นนอกนั้นเริ่มจากวงโคจรของดาวพฤหัสบดีด้วยค่ะต่อไปมันก็จะเป็นดาวเสาร์และดาวยูเรนัส

รวมถึงดาวเนปจูนซึ่งระยะห่างนี้จะมีการวัดจากดวงอาทิตย์ได้ประมาณ 30 ถึง 50AU  ยังไงก็ตามต้องเดินระบบสุริยะชั้นนอกนี้จะมีแถบไคเปอร์ซึ่งโปรนี้มีวัตถุขนาดใหญ่อยู่ 2 ก้อนด้วยกันโดยเราเรียกว่าถูก 2 ก้อนนี้ว่าดาวพลูโตและดาวเอริสนั่นเอง 

        จากโครงสร้างของระบบสุริยะจะเห็นได้ว่าขับออกมาจากดาวพลูโตแล้วก็จะมีวัตถุหนึ่งที่อยู่ไกลออกมาจากระบบสุริยะซึ่งทางนักดาราศาสตร์ได้มีการเรียกว่า เซดนา โดยตำแหน่งดังกล่าวนั้น จะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากโดยคำนวณเกี่ยวกับระยะทางว่าไกลถึง 937AU เลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตามมีการค้นพบว่าเซดนานี้ มีวงโคจรที่ค่อนข้างยาวเป็นพิเศษซึ่งต้องใช้ระยะเวลาถึง 11400 ปีจึงจะสามารถเดินทางได้ครบ 1 รอบวงโคจร  ดังนั้นถ้าหากเราอยู่บริเวณ เซดนา เราจะไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์เลยเพราะว่ามีขนาดเล็กมากเท่ากับรูเข็มเท่านั้นเอง 

          และจุดที่ใกล้ที่สุดของโครงสร้างในระบบสุริยะนั่นก็คือกลุ่มเมฆออร์ต  ซึ่งจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 1 แสนAU เบอร์กลุ่มเมฆออร์ตนี้เกิดจากการรวมตัวของก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่แต่เนื่องจากว่าอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากดังนั้นจึงไม่มีโอกาสที่มืดอ๊อดนี้จะถูกแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ดูดเข้าไปใกล้ได้เลย 

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    ufabet